แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอาของเขามาเล่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอาของเขามาเล่า แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

retell-26 : ใบลาออกจากความทุกข์ (อ่านแล้วดีมากเลย)

ใบลาออกจากความทุกข์

ไม่สำคัญว่า . . . มีทรัพย์มากหรือน้อย
แต่สิ่งสำคัญ คือ . . . ต้องใช้ให้น้อยต่างหาก
. . . . . . ชีวิตจึงจะมีเหลือมากกว่าขาด

. . . คนจนยิ่งจน . . . เพราะทำรวย
. . . คนรวยยิ่งรวย . . . เพราะทำจน
. . . . . . ทำตัวให้เป็นปกติ . . . ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
. . . . . . ชีวิตก็จะเป็นปกติ . . .

. . . ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนอาภัพอับโชคที่สุดในโลก . . .
. . . ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนโชคดีที่สุดในโลก . . .

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

retell-25 : แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป โดย พิษณุ นิลกลัด

เป็นบทความดีๆ ที่ผมได้รับต่อๆ กันมาจากอินเตอร์เน็ตครับ และคนที่ส่งให้ผมคือ Somchai Vesvitool ครับ ขอให้ความรู้สึกๆ ดีๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลบุญกับเจ้าของบทความ และผู้ที่ส่งต่อๆ กันมานะครับ

แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป
โดย พิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามา ยาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่าสวดสามวันแล้วเผา

ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อนแล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผางานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

...อ่านต่อ.....

retell-24 : รูปหายากที่นักเรียนไทยในเมืองนอกหามาฝากคนไทย

"เอาของเขามาเล่า" ในบทความนี้ เป็นบทความที่ถ้าเพื่อนๆ ได้อ่านแล้ว น่าจะรู้สึกยินดี ปลาบปลื้มไปกับนักเรียนไทยที่พยายามหาภาพถ่ายมาแน่ๆ ครับ คราวนี้คงไม่มี reference เนื่องจากได้รับเป็นอีเมล์มาครับ

รูปภาพหายาก...หาไม่มีในประเทศไทยภาพเหล่านี้ถูกค้นพบโดยนักเรียนไทยในประเทศอเมริกาที่หอสมุดใหญ่ในรัฐหนึ่งในประเทศอเมริกาโดยบรรณารักษ์ในหอสมุดแห่งนั้นได้หยิบกล่องลายหินใบหนึ่งขึ้นมาให้โดยที่กล่องใบนั้นได้มีชื่อว่า' Siam Box 'นักเรียนไทยคนนั้นจึงได้เปิดดูและได้พบรูปเหล่านี้เขาจึงได้ยืมนำรูปเหล่านี้ไปถ่ายเป็นสำเนาและได้ส่งเป็นe-mail มาในประเทศไทยและได้Forwardต่อมาเรื่อย ๆ .... ถ้าได้รับแล้วกรุณา Forwardต่อไปเยอะ ๆ เลยนะ เพราะว่าภาพเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นภาพที่หลงเหลืออยู่เท่านั้นจริงๆ และเป็นภาพความประทับใจและน่าภาคภูมิใจของคนไทยมากๆ เมื่อได้รับ Mailนี้แล้วอาจจะเปลืองเนื้อที่ของคุณ แต่คุณสามารถ Sav eภาพเหล่านี้ไว้ใน Comหรืออะไรก็ได้ของคุณ แล้วก็ Delete mailนี้ทิ้งไปซะ แต่คุณอย่าลืมนะว่าก่อที่คุณจะDeleteนั้น คุณจะต้อง Forwardไปให้เพื่อน ๆ ของคุณให้ได้มาก ๆ ที่สุดเสียก่อนนะเพราะว่าคุณจะต้องแบ่งภาพที่หายากอย่างนี้ให้เพื่อนๆ คุณได้ชื่นชมบ้าง...

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ


retell-23 : "ไม่มีรางวัล สำหรับคนขี้เกียจ"

"เอาของเขามาเล่า" ในบทความนี้ เป็นบทความที่คล้ายนิทาน สั้นๆ ที่ถ้าเพื่อนๆ ได้อ่านแล้ว น่าจะได้ข้อคิดบ้างไม่มากก็น้อยครับ คราวนี้คงไม่มี reference เพราะว่าเซฟหน้าบทความ เนื่องจากได้รับเป็นอีเมล์มาครับ

“ไม่มีรางวัล สำหรับคนขี้เกียจ”

กาลครั้งหนึ่งมีแม่ไก่สีแดงตัวน้อยตัวหนึ่ง ผู้ซึ่งคุ้ยเขี่ยอยู่ในลานข้าวจนกระทั่งเจอเมล็ดข้าวสาลี มันร้องเรียกสัตว์ตัวอื่นๆ มาและพูดว่า “ถ้าเราปลูกเมล็ดข้าวสาลีนี้ เราก็จะมีขนมปังไว้กินกัน ใครจะช่วยฉันปลูกมันบ้าง”

“ฉันไม่” วัวตอบ
“ฉันไม่” เป็ดตอบ
“ฉันไม่” หมูตอบ
“ฉันไม่” ห่านตอบ

.....อ่านต่อ.....

re-tell 21 : บทความซึ้งดีนะ

ช่วยอ่านให้จบนะครับแล้วเลือกว่าจะทำอย่างไหน

ในวันสุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ฉันรีบไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อของขวั­ญที่ฉันไม่ได้ซื้อไว้แต่เนิ่นๆ เมื่อฉันเห็นผู้คนทั้งหมดที่นั่น ฉันก็เริ่มบ่นกับตัวเอง ฉันคงต้องเสียเวลาเป็นชาติที่นี่แน่ๆ ฉันควรไปที่อื่นดีกว่า คริสต์มาสนี่ทำให้รู้สึกแออัดและน่ารำคาญ­ขึ้นทุกๆปีจริงๆ

สิ่งที่ฉันอยากจะทำคือเอนตัวลงนอนแล้วก็หลับไปและตื่นขึ้นมาเมื่อเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ แต่ถึงยังไงฉันก็ยังไปที่แผนกของเล่น และฉันก็เริ่มหัวเสียเกี่ยวกับราคาของมันและแปลกใจว่า เด็กๆเนี่ยเล่นของเล่นที่แพงขนาดนี้เชียวหรือ

ขณะที่กำลังเดินดูของอยู่ในแผนกของเล่นนั้น ฉันสังเกตเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง อายุประมาณ 5 ขวบ กำลังอุ้มตุ๊กตาไว้แนบกับอก เขาค่อยๆลูบผมของตุ๊กตานั้นและมองดูอย่างเศร้าสร้อย

ฉันสงสัยว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเอาตุ๊กตาไปให้ใครกัน

เด็กผู้ชายคนนั้นหันไปหาห­ญิงชราที่อยู่ข้างๆ

"คุณย่าแน่ใจหรือฮะว่าเงินของผมมีไม่พอ"

ห­ญิงชราตอบว่า "หลานก็รู้นี่ว่าหลานมีเงินไม่พอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้หรอ"'

หลังจากนั้นห­ญิงชราก็บอกให้เขารออยู่ตรงนั้นประมาณ 5 นาทีระหว่างที่เธอจะไปเดินดูรอบๆ แล้วเธอก็จากไปอย่างรวดเร็ว

เด็กชายยังคงอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ

ในที่สุดฉันก็เริ่มเดินเข้าไปหาเขา

.....อ่านต่อ.....

retell-26 : ใบลาออกจากความทุกข์ (อ่านแล้วดีมากเลย)

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


...............................................................................

retell-26 : ใบลาออกจากความทุกข์ (อ่านแล้วดีมากเลย)

ใบลาออกจากความทุกข์

ไม่สำคัญว่า . . . มีทรัพย์มากหรือน้อย
แต่สิ่งสำคัญ คือ . . . ต้องใช้ให้น้อยต่างหาก
. . . . . . ชีวิตจึงจะมีเหลือมากกว่าขาด

. . . คนจนยิ่งจน . . . เพราะทำรวย
. . . คนรวยยิ่งรวย . . . เพราะทำจน
. . . . . . ทำตัวให้เป็นปกติ . . . ใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
. . . . . . ชีวิตก็จะเป็นปกติ . . .

. . . ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . ไม่พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนอาภัพอับโชคที่สุดในโลก . . .
. . . ยินดีในสิ่งที่ตนได้ . . .
. . . พอใจในสิ่งที่ตนมี . . .
. . . เป็นคนโชคดีที่สุดในโลก . . .

อดทนได้ .. . . จงอดทน
อดใจได้ . . . จงอดใจ
. . . ไม่อดทน ไม่อดใจ . . . เรื่องเล็กจักกลายเป็นเรื่องใหญ่

คนที่มีความสุข มิใช่คนที่มีมากที่สุด
. . . แต่เป็นคนที่ต้องการน้อยที่สุด . . .
ยิ่งมีความต้องการน้อยลง
. . . สมบัติที่มีอยู่เดิม . . . ก็ดูเหมือนมีมากขึ้น . . .

ความสุขหรือความทุกข์ของชีวิต
บางครั้งเหมือนการมองผ่านกระจก
. . . หากกระจกใสสะอาด . . . เมื่อมองสิ่งใดย่อมมีแต่ความสุข
. . . ปราศจากความขุ่นมัว . . . หากกระจกขุ่นมัว
เมื่อมองสิ่งใด . . . แม้เป็นสิ่งเดียวกัน . . . ก็มีแต่ความทุกข์ใจ
จงจำไว้ว่า . . . ความสุขอยู่ไม่ไกล
เพียงเช็ดกระจกให้ใส
เช็ดใจให้สะอาดเท่านั้นเอง

ทุกข์อยู่ที่ใจ . . . ทุกข์ของใครก็ของมัน . . .
ทุกข์อยู่ที่ใจ . . . ใครจะเก็บไว้ก็ช่างมัน . . .
สุขอยู่ที่ใจ . . . ฉันเก็บมันไว้ทุกวัน . . .
สุขอยู่ที่ใจ . . . ฉันจะให้กันและกัน . .

retell-25 : แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้จากไป โดย พิษณุ นิลกลัด

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


.................................................................

เป็นบทความดีๆ ที่ผมได้รับต่อๆ กันมาจากอินเตอร์เน็ตครับ และคนที่ส่งให้ผมคือ Somchai Vesvitool ครับ ขอให้ความรู้สึกๆ ดีๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลบุญกับเจ้าของบทความ และผู้ที่ส่งต่อๆ กันมานะครับ

แง่คิดดีๆ จากชายชราผู้ จากไป
โดย พิษณุ นิลกลัด

สัปดาห์สุดท้ายของปี 2548 ผมไปงานสวดและงานเผาศพผู้ชายวัย 81 ปีที่ผมรู้จักเขามา ยาวนาน 30 ปี ไม่ใช่ญาติ แต่สนิทนักรักใคร่เสมือนญาติก่อนเสียชีวิตไม่กี่วันเขาสั่งลูกและภรรยาแบบคนไม่ครั่นคร้ามความตายว่าสวดสามวันแล้วเผา

ไม่ต้องบอกใครให้วุ่นวาย อย่าเศร้า อย่าร้องไห้ ทุกคนต้องมีวันนี้เพียงแต่เขาอยู่หัวแถวเลยต้องไปก่อนแล้วลูกเมียก็ทำตามคำสั่ง สวดสามวันเผางานสวด 3 คืนมีคนฟังพระสวดคืนละ 14 คน คือเมีย ลูก หลาน เขย สะใภ้ และผมซึ่งเป็นคนนอก

เป็นงานศพที่มีคนไปร่วมงานน้อยที่สุดเท่าที่ผมเคยไปฟังสวดวันเผามีเพิ่มเป็น 17 คน สามคนที่เพิ่มเป็นเพื่อนบ้านที่เคยคุยด้วยเกือบทุกเย็นคนหนึ่งเป็นแม่ค้าล็อตเตอรี่ที่เคยยืมเงินแล้วไม่มีสตังค์จ่ายเลยเอาล็อตเตอรี่ทยอยผ่อนใช้หนี้แทนเงินงวดละสองใบคนหนึ่งและคนสุดท้ายเป็นหญิงที่ผู้ตายเคยผูกปิ่นโตทุกมื้อเย็น

ทั้งสามคนบอกว่าเกือบมาไม่ทันเผา เคราะห์ดีที่แวะไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่บอกว่าเสียชีวิตไปแล้ว 3 วันหลังฌาปนกิจพระกระซิบถามเจ้าหน้าที่วัดว่าเจ้าของงานจ่ายเงินค่าศาลาสวดพระอภิธรรมแล้วหรือยังพระท่านคงไม่เคยเห็นงานศพที่มีคนน้อยแบบที่ผมก็รู้สึกตั้งแต่สวดคืนแรกจริงๆ แล้วผู้ตายเป็นคนค่อนข้างมีสตังค์ ทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยจนเกษียณอายุ

ที่ตำแหน่งหัวหน้าหน่วย แต่ด้วยความที่รักและศรัทธา อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์อดีตผู้ว่าการแบงค์ชาติ จึงดำเนินชีวิตแบบไม่ปรารถนาให้ใครเดือนร้อน - แม้กระทั่งวันตายผมสนิทกับเขาเพราะเขามีความฝันในวัยเด็กอยากเป็นนักประพันธ์แบบไม้เมืองเดิมที่เขาเคยนั่งเหลาดินสอและวิ่งซื้อโอเลี้ยงให้ เมื่อตัวเองเป็นนักเขียนไม่ได้

พอมาเจอะผมที่เป็นนักข่าวก็เลยถูกชะตาและให้ความเมตตาการมีโอกาสได้พูดได้คุยกับเขาตามวาระโอกาสตลอด 30 ปี

ทำให้ได้แง่คิดดีๆมาใช้ในการ ดำรงชีวิต

วันหนึ่งเขารู้ว่าขโมยยกชุดกอล์ฟของผมไปสองชุดราคา 4 แสนกว่าบาท เขาปลอบใจผมว่า'ของที่หายเป็นของฟุ่มเฟือยของเราแต่มันอาจเป็นของจำเป็นสำหรับลูกเมียครอบครัวเขา คิดซะว่าได้ทำบุญ จะได้ไม่ทุกข์'เขามีวิธีคิด 'เท่ๆ' แบบผมคิดไม่ได้มากมาย เป็นต้นว่า

สุขและทุกข์อยู่รอบตัวเราอยู่ที่ว่าเราจะเลือกหยิบเลือกคว้าอะไร คงเป็นเพราะเขาเลือกคว้าแต่ความสุขช่วงปีสุดท้ายของชีวิตเขาต่อสู้กับโรคชรา เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาต์ และไตทำงานเพียง 5 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ปริปากบ่น

แถมยังสามารถให้ลูกชายขับรถพาเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์โดยที่ตัวเองต้องหิ้วถุงปัสสาวะไปด้วยตลอดเวลา

เนื่องจากไตไม่ทำงาน ปัสสาวะเองไม่ได้ 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตต้องนอนโรงพยาบาลสามวันนอนบ้านสี่วันสลับกันไปเวลาลูกหลาน หรือเพื่อนของลูกรวมทั้งผมด้วยไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลเขามีแรงพูดติดต่อกันไม่เกิน 10 นาที แต่ 10 นาที ที่พูดมีแต่เรื่องสนุกสนาน

เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากคนไปเยี่ยมไข้

ทุกคนพูดตรงกันว่า 'คุณตาไม่เห็นเหมือนคนป่วยเลย ตลกเหมือนเดิม'พอแขกกลับ ลูกหลานถามว่าทำไมคุยแต่เรื่องตลก'

เขาตอบว่า 'ถ้าคุยแต่เรื่องเจ็บป่วย วันหลังใครเขาจะอยากมาเยี่ยมอีก'เขาเป็นคนชอบคุยกับผู้คนไม่ว่าจะอยู่บนเตียงคนไข้หรืออยู่บนรถแท็กซี่บ่อยครั้งที่นั่งรถถึงหน้าบ้านแล้วแต่สั่งให้โชเฟอร์ขับวนรอบหมู่บ้านเพราะยังคุย ไม่จบเรื่อง แล้วจ่ายเงินตามมิเตอร์ !

4เดือนสุดท้ายของชีวิตแพทย์ที่รักษาโรคไตมาตั้งแต่สมัยเป็นแพทย์อินเทิร์นจนกระทั่งเป็นหัวหน้าแผนกแนะนำให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลให้แข็งแรงแล้วค่อย กลับบ้านแต่อยู่ได้ 4 วันเขาวิงวอนหมอว่าขอกลับบ้าน หมอซึ่งรักษากันมา 16 ปีไม่ยอมเขาพูดกับหมอด้วยความสุภาพว่า 'ขอให้ผมกลับบ้าน เถอะ ผมอยากฟังเสียงนกร้องคุณหมอไม่รู้หรอกว่าคนคิดถึงบ้านมันเป็นอย่างไร เพราะ พอเสร็จงานหมอก็กลับบ้าน'หมอได้ฟังแล้วหมดทางสู้ ยอมให้คนไข้กลับบ้าน แต่กำชับให้มาตรวจตรงตามเวลานัดทุกครั้ง1 เดือนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เขาสูญเสียการควบคุมอวัยวะของร่างกายเกือบทั้งหมด

เคลื่อนไหวได้อย่างเดียวคือกะพริบตา แต่แพทย์บอกว่าสมองของเขายังดีมาก เวลาลูกเมียพูดคุยด้วยต้องบอกว่า 'ถ้าได้ยินพ่อกะพริบตาสองที' เขากะพริบตาสองทีทุกครั้ง ! เห็นแล้วทั้งดีใจและใจหายเขายังรับรู้ แต่พูดไม่ได้ นี่กระมังที่เรียกว่าถูกขังในร่างของตนเอง

สิบวันก่อนพลัดพราก ภรรยากระซิบข้างหูว่า 'พ่อสู้นะ' เขาไม่กะพริบตาซะแล้วทั้งๆที่ก่อนหน้านี้สองเดือนเคยตอบว่า 'สู้'เขาสู้กับสารพัดโรคด้วยความเข้าใจโรค สู้ชนิดที่หมอออกปากว่า 'คุณลุงแกสู้จริงๆ'ตอนที่วางดอกไม้จันทน์ ผมนึกถึงประโยคที่แกพูดกับลูกเมื่อสี่เดือนก่อนว่า'โรคภัยมันเอาร่างกายของพ่อไปแล้ว อย่าให้มันเอาใจของเราไปด้วย'

'แง่คิดดีๆ จากชายชราที่จากไป'สอนให้เรารู้ว่า...เราเกิดมาพร้อมกับจิตใจบริสุทธิ์ และมันสมองมหัศจรรย์ ที่จะสามารถเรียนรู้แยกแยะเรื่องดีๆและสิ่งร้ายๆในชีวิต

จงใช้โอกาสดีๆที่ร่างกายและจิตใจของเรา ยังทำอะไรๆได้อย่างที่สมองสั่ง

จงเรียนรู้ และสร้างประโยชน์สุข ให้กับตนเองและผู้อื่นอย่างพอเพียงและดำรงชีวิตอย่างพอเพียงทางเศรษฐกิจ

หากทุกๆครั้งที่เรียนรู้ เราล้ม เราพลาด... อาจจะรู้สึกท้อบ้างในบางทีแม้ไม่มีกำลังกายที่จะลุกในทันที ....แต่ข้อให้มีกำลังใจที่จะสู้ต่อไปถ้าเราเรียนรู้...ก็จะทำให้เราพบว่า การล้มหรือพลาดครั้งต่อไป เราจะไม่เจ็บเท่าเดิม :-)


วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2551

retell-24 : รูปหายากที่นักเรียนไทยในเมืองนอกหามาฝากคนไทย

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ

...............................................................................

retell-24 : รูปหายากที่นักเรียนไทยในเมืองนอกหามาฝากคนไทย

"เอาของเขามาเล่า" ในบทความนี้ เป็นบทความที่ถ้าเพื่อนๆ ได้อ่านแล้ว น่าจะรู้สึกยินดี ปลาบปลื้มไปกับนักเรียนไทยที่พยายามหาภาพถ่ายมาแน่ๆ ครับ คราวนี้คงไม่มี reference เนื่องจากได้รับเป็นอีเมล์มาครับ

รูปภาพหายาก...หาไม่มีในประเทศไทยภาพเหล่านี้ถูกค้นพบโดยนักเรียนไทยในประเทศอเมริกาที่หอสมุดใหญ่ในรัฐหนึ่งในประเทศอเมริกาโดยบรรณารักษ์ในหอสมุดแห่งนั้นได้หยิบกล่องลายหินใบหนึ่งขึ้นมาให้โดยที่กล่องใบนั้นได้มีชื่อว่า' Siam Box 'นักเรียนไทยคนนั้นจึงได้เปิดดูและได้พบรูปเหล่านี้เขาจึงได้ยืมนำรูปเหล่านี้ไปถ่ายเป็นสำเนาและได้ส่งเป็นe-mail มาในประเทศไทยและได้Forwardต่อมาเรื่อย ๆ .... ถ้าได้รับแล้วกรุณา Forwardต่อไปเยอะ ๆ เลยนะ เพราะว่าภาพเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นภาพที่หลงเหลืออยู่เท่านั้นจริงๆ และเป็นภาพความประทับใจและน่าภาคภูมิใจของคนไทยมากๆ เมื่อได้รับ Mailนี้แล้วอาจจะเปลืองเนื้อที่ของคุณ แต่คุณสามารถ Sav eภาพเหล่านี้ไว้ใน Comหรืออะไรก็ได้ของคุณ แล้วก็ Delete mailนี้ทิ้งไปซะ แต่คุณอย่าลืมนะว่าก่อที่คุณจะDeleteนั้น คุณจะต้อง Forwardไปให้เพื่อน ๆ ของคุณให้ได้มาก ๆ ที่สุดเสียก่อนนะเพราะว่าคุณจะต้องแบ่งภาพที่หายากอย่างนี้ให้เพื่อนๆ คุณได้ชื่นชมบ้าง...

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ












วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2551

retell-23 : "ไม่มีรางวัล สำหรับคนขี้เกียจ"

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ

...............................................................................
"เอาของเขามาเล่า" ในบทความนี้ เป็นบทความที่คล้ายนิทาน สั้นๆ ที่ถ้าเพื่อนๆ ได้อ่านแล้ว น่าจะได้ข้อคิดบ้างไม่มากก็น้อยครับ คราวนี้คงไม่มี reference เพราะว่าเซฟหน้าบทความ เนื่องจากได้รับเป็นอีเมล์มาครับ

“ไม่มีรางวัล สำหรับคนขี้เกียจ”

กาลครั้งหนึ่งมีแม่ไก่สีแดงตัวน้อยตัวหนึ่ง ผู้ซึ่งคุ้ยเขี่ยอยู่ในลานข้าวจนกระทั่งเจอเมล็ดข้าวสาลี มันร้องเรียกสัตว์ตัวอื่นๆ มาและพูดว่า “ถ้าเราปลูกเมล็ดข้าวสาลีนี้ เราก็จะมีขนมปังไว้กินกัน ใครจะช่วยฉันปลูกมันบ้าง”

“ฉันไม่” วัวตอบ
“ฉันไม่” เป็ดตอบ
“ฉันไม่” หมูตอบ
“ฉันไม่” ห่านตอบ

“ฉันจะทำ” แม่ไก่สีแดงตัวน้อยพูดขึ้นมา และมันก็ได้ลงมือปลูกข้าวสาลีนั้น ต้นข้าวได้เจริญงอกงาม และออกรวงสีเหลือทองอร่าม “มีใครจะช่วยฉันเกี่ยวข้าวบ้างไหม” แม่ไก่ร้องถาม

“ฉันไม่” เป็ดพูด
“นั่นไม่ใช่งานสำหรับคนระดับฉัน” หมูพูด
“นั่นจะทำให้ฉันเสียเกียรติ” วัวตอบ
“มีค่าเหนื่อยให้ฉันไหม” ห่านถาม

“ฉันจะทำเอง” แม่ไก่สีแดงตัวน้อยพูดขึ้นมา และมันก็ลงมือเกี่ยวข้าว สุดท้ายก็มาถึงเวลาในการอบ
ขนมปัง “ใครจะช่วยฉันอบขนมปังบ้าง” แม่ไก่สีแดงตัวน้อยถามขึ้นมา
“ถ้าช่วย ก็ถือว่าเป็นการทำงานล่วงเวลาของฉันนะ” วัวพูด
“มีสวัสดิการหรือผลประโยชน์ให้กับฉันไหมล่ะ” เป็ดถาม
“หากฉันเป็นคนเดียวที่ช่วยเหลือเธอ ฉันก็เป็นแกะดำซิ” ห่านพูด

“ฉันจะทำ” แม่ไก่สีแดงตัวน้อยบอก แล้วมันก็อบขนมปังได้ 5 แถว แล้วนำไปอวดสัตว์ อื่นๆ ซึ่งพวกมันต่างก็อยากกินขนมปังนั้นด้วยกันทุกตัว แท้จริงแล้วพวกมันต่างก็ต้องการส่วนแบ่ง แต่แม่ไก่สีแดงตัวน้อยตอบว่า
“ไม่ ฉันคนเดียวก็สามารถกินขนมปัง 5 แถวนี้ได้หมด”
“ค้ากำไรเกินควร” วัวตะโกนออกมา
“นายทุนหน้าเลือด” เป็ดร้องลั่น
“ฉันต้องการสิทธิที่เท่าเทียมกัน” ห่านโวยวายขึ้นมา
ส่วนหมูทำเสียงฟืดฟาดไม่พอใจ แล้วทุกตัวต่างก็พากันทำป้ายและเดินประท้วงไปรอบๆ ลานข้าว พร้อมกับตะโกนด่าว่าแม่ไก่สีแดงตัวน้อยอย่างหยาบคาย

เจ้าหน้าที่รัฐได้มาถึงและได้บอกแก่แม่ไก่สีแดงตัวน้อยว่า “คุณต้องไม่โลภจนเกินไป”
“แต่ฉันหาขนมปังมาได้ด้วยตัวเองนะ”
“แน่นอน” เจ้าหน้าที่ตอบ “นั่นคือการได้มาแบบฟรีๆ ใครก็ตามที่อยู่ในลานข้าวสามารถหากินได้มากเท่าที่ต้องการ แต่ภายใต้ข้อบังคับของรัฐผู้ที่ทำงานแล้วมีผลผลิตต้องแบ่งปันผลผลิตส่วนเกินให้แก่ผู้อื่น” แล้วทุกคนต่างก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป แต่พวกสัตว์ ตัวอื่นๆ ก็รู้สึกประหลาดใจที่แม่ไก่สีแดงตัวน้อยไม่เคยทำขนมปังอีกเลย

เราซึ่งเป็นผู้นำต้องมั่นใจได้ว่า คนของเรานั้นไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกันกับแม่ไก่สีแดงตัวน้อย และเราต้องไม่เป็นเหมือนเช่นกับเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องให้ความรู้และกำลังใจอย่างสร้างสรรค์แก่ผู้ที่สร้างผลผลิต และต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อมิให้รางวัลแก่ผู้ที่มิได้ทำในสิ่งใดเลย ดังนั้นพิจารณาองค์กรของคุณว่าผู้ใดควรได้รับรางวัล

“ไม่มีรางวัล สำหรับคนขี้เกียจ”

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2551

re-tell 21 : บทความซึ้งดีนะ

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ





........................................................................

re-tell-20 : บทความซึ้งดีนะ

วันที่ 6 มกราคม 2008 ผมได้รับอีเมล์จากคุณ vachira piriyapun ผมจึงอ่านต่อจนจบ ดังนี้

........................................................


ช่วยอ่านให้จบนะครับแล้วเลือกว่าจะทำอย่างไหน

ในวันสุดท้ายก่อนวันคริสต์มาส ฉันรีบไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อของขวั­ญที่ฉันไม่ได้ซื้อไว้แต่เนิ่นๆ เมื่อฉันเห็นผู้คนทั้งหมดที่นั่น ฉันก็เริ่มบ่นกับตัวเอง ฉันคงต้องเสียเวลาเป็นชาติที่นี่แน่ๆ ฉันควรไปที่อื่นดีกว่า คริสต์มาสนี่ทำให้รู้สึกแออัดและน่ารำคาญ­ขึ้นทุกๆปีจริงๆ

สิ่งที่ฉันอยากจะทำคือเอนตัวลงนอนแล้วก็หลับไปและตื่นขึ้นมาเมื่อเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้วจริงๆ แต่ถึงยังไงฉันก็ยังไปที่แผนกของเล่น และฉันก็เริ่มหัวเสียเกี่ยวกับราคาของมันและแปลกใจว่า เด็กๆเนี่ยเล่นของเล่นที่แพงขนาดนี้เชียวหรือ

ขณะที่กำลังเดินดูของอยู่ในแผนกของเล่นนั้น ฉันสังเกตเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่ง อายุประมาณ 5 ขวบ กำลังอุ้มตุ๊กตาไว้แนบกับอก เขาค่อยๆลูบผมของตุ๊กตานั้นและมองดูอย่างเศร้าสร้อย

ฉันสงสัยว่าเด็กผู้ชายคนนี้จะเอาตุ๊กตาไปให้ใครกัน

เด็กผู้ชายคนนั้นหันไปหาห­ญิงชราที่อยู่ข้างๆ

"คุณย่าแน่ใจหรือฮะว่าเงินของผมมีไม่พอ"

ห­ญิงชราตอบว่า "หลานก็รู้นี่ว่าหลานมีเงินไม่พอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้หรอ"'

หลังจากนั้นห­ญิงชราก็บอกให้เขารออยู่ตรงนั้นประมาณ 5 นาทีระหว่างที่เธอจะไปเดินดูรอบๆ แล้วเธอก็จากไปอย่างรวดเร็ว

เด็กชายยังคงอุ้มตุ๊กตาอยู่ในมือ

ในที่สุดฉันก็เริ่มเดินเข้าไปหาเขา

ฉันถามเค้าว่าเค้าจะเอาตุ๊กตาตัวนั้นไปให้ใคร

"มันเป็นตุ๊กตาที่น้องสาวของผมชอบที่สุดฮะ และเธอก็อยากจะได้มันมากเป็นของขวั­ญวันคริสต์มาส เธอมั่นใจมากว่าซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตาตัวนี้แก่เธอ"

ฉันบอกเค้าว่า ซานตาคลอสจะให้ตุ๊กตานี้แก่น้องสาวของเขาแน่ๆ และก็ไม่ต้องกังวลหรอก

(มาถึงตรงนี้ นึกหละสิครับว่า เรื่องนี้ จะเหมือนกับเรื่องปกติทั่วๆไปที่คุณเคยอ่าน เดาผิดแล้วหละครับ ลองอ่านต่อสิครับ...)

แต่เขาตอบฉันด้วยท่าทางเศร้าสลดว่า

"ไม่หรอกฮะ ซานตาคลอสไม่สามารถเอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอในที่ๆเธออยู่ตอนนี้ได้ ผมจะเอาตุ๊กตาตัวนี้ไปให้แม่ แม่จะได้เอาตุ๊กตานี้ไปให้เธอเมื่อแม่ไปที่นั่น"

ดวงตาของเขาเศร้ามากขณะที่เขาพูดต่อไป

"น้องสาวของผมไปอยู่บนสวรรค์ พ่อบอกว่าแม่ก็จะไปเหมือนกันในเร็วๆนี้ ผมก็เลยคิดว่าแม่น่าจะเอามันไปให้น้องสาวของผมได้"

หัวใจของฉันเกือบจะหยุดเต้น เด็กชายเงยหน้ามองฉันแล้วพูดว่า

"ผมบอกพ่อให้บอกแม่ว่าอย่าพึ่งไปให้รอผมจนกว่าผมจะกลับจากซุปเปอร์มาร์เก็ตฮะ"

แล้วเขาก็หยิบรูปที่น่ารักมากของเขาซึ่งกำลังหัวเราะให้ฉันดู แล้วก็บอกว่า

"ผมอยากให้แม่เอารูปนี้ไปด้วยฮะเธอจะได้ไม่ลืมผม ผมรักแม่ฮะและผมก็หวังว่าเธอจะไม่ต้องจากผมไป แต่พ่อบอกว่าเธอต้องไปอยู่กับน้องสาวของผม"

แล้วเขาก็จ้องมองตุ๊กตาอีกครั้งอย่างอาลัย ฉันรีบคว้ากระเป๋าตังออกมาอย่างรวดเร็ว หยิบธนบัตรออกมา 2-3ใบ แล้วพูดว่า


"ทำไมเราไม่ลองตรวจดูอีกที เผื่อว่าเราจะมีเงินพอ"

"ตกลงฮะ" เขาพูด "ผมหวังว่าผมจะมีเงินพอนะฮะ"

ฉันแอบใส่เงินของฉันลงในกระเป๋าตังของเขาโดยไม่ให้เขาเห็นแล้วเขาก็เริ่มนับมัน มันไม่ได้มีเงินแค่พอซื้อตุ๊กตาเท่านั้น แต่ยังเหลืออีกด้วย

เด็กชายพูด "ขอบคุณพระเจ้าที่ประทานเงินให้ผมฮะ"

เขามองฉัน แล้วพูดเสริมว่า "ผมอธิษฐานกับพระเจ้าก่อนนอนเมื่อวานฮะ ว่าขอให้ผมมีเงินพอที่จะซื้อตุ๊กตาตัวนี้เพื่อแม่จะได้เอาไปให้น้องสาวของผมฮะ แล้วพระองค์ก็ได้ยินความจริงผมอยากได้เงินที่จะซื้อกุหลาบสีขาวให้แม่ด้วยฮะ แต่ผมไม่กล้าขอมากเกินไป แต่พระองค์ก็ให้เงินผมมากพอที่จะซื้อทั้งตุ๊กตาและกุหลาบ แม่ของผมชอบกุหลาบขาวฮะ"

2-3 นาทีต่อมา ห­ญิงชราก็กลับมา ฉันเดินออกมากับรถเข็นของฉัน(รถเข็นที่ใช้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตอะ) ฉันซื้อของจนเสร็จด้วยความรู้สึกที่ต่างจากตอนมาโดยสิ้นเชิง ฉันไม่สามารถเอาภาพของเด็กชายคนนั้นออกจากจิตใจฉันได้

หลังจากนั้นฉันก็จำข่าวที่อยู่ในหนังสือพิมพ์เมื่อ 2 วันก่อนได้ มันบอกว่าคนขับรถบรรทุกที่เมาเหล้าคนหนึ่งขับรถชนรถอีกคันหนึ่งที่มีห­ญิงสาวคนหนึ่งกับเด็กหญิงตัวเล็กๆในรถ เด็กห­ญิงคนนั้นเสียชีวิตทันที แต่แม่ของเธออยู่ในขั้นบาดเจ็บสาหัส ครอบครัวของพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะดึงปลั๊กเครื่องช่วยหายใจดีหรือไม่ เพราะถึงยังไงเธอก็ไม่สามารถดีขึ้นไปกว่าขั้นโคม่าได้

ครอบครัวนี้จะเป็นของเด็กชายคนนั้นรึเปล่านะ 2 วันหลังจากได้พบกับเด็กชายคนนั้น ฉันอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่า ห­ญิงสาวคนนั้นได้เสียชีวิตแล้ว ฉันไม่สามารถหยุดตัวเองไว้ได้ที่จะไปซื้อกุหลาบช่อหนึ่ง แล้วไปที่ Mortuary ซึ่งร่างของห­ญิงคนนั้นได้ถูกเปิดให้คนได้ดูและอธิษฐานเป็นครั้งสุดท้ายก่อนฝัง

เธออยู่ในนั้น ในโลงศพของเธอในมือมีดอกกุหลาบสีขาวดอกหนึ่งกับรูปถ่ายของเด็กชายคนนั้น และมีตุ๊กตาวางอยู่บนหน้าอก ฉันออกไปข้างนอกทั้งน้ำตารู้สึกว่าชีวิตของฉันได้เปลี่ยนไปตลอดกาล

ความรักที่เด็กผู้ชายคนนี้มีให้แม่และน้องสาวของเขานั้นจะยังคงอยู่ยืนยาวสุดแก่การจินตนาการ

แต่เพียงแค่เศษเสี้ยววินาทีเท่านั้น

คนดื่มเหล้าคนหนึ่งก็ได้พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเค้า

ตอนนี้คุณมี 2 ตัวเลือก

1. ส่งข้อความนี้ให้แก่ทุกคนที่คุณรู้จัก

2. ลบข้อความนี้ทิ้งราวกับว่ามันไม่เคยทำให้คุณรู้สึกซาบซึ้ง

ถ้าคุณส่งข้อความนี้ บางที... คุณอาจได้ช่วยป้องกันไม่ให้บางคนที่เมาแล้วขับก็ได้ เพื่อนเหมือนกับนางฟ้าที่ช่วยเราบินในยามที่ปีกของเราหลงลืมวิธีแห่งการบิน

"ทีม คือกลุ่มคนที่อาจจะมี ประสบการณ์ พรสวรรค์ หรือระดับการศึกษาที่ไม่เท่ากัน แต่อยู่ในหน้าที่เดียวกัน" เมาไม่ขับเด็ดขาด ทุกครั้งที่เมาแล้วต้องไม่ขับรถ คิดถึงเรื่องนี้เอาไว้ แล้วนั่งรถแท๊กซี่กลับบ้าน ช่วยๆกัน forward ต่อด้วยนะ อย่างน้อย น่าจะช่วยใครได้สักคน หวังเอาไว้อย่างงั๊น

...................................................
และหลังจากที่ผมอ่านจบแล้ว ผมเลือกทำข้อ 3. ครับ คือนำบทความดีๆ นี้มาเก็บไว้ในบล็อก preeda re-tell ของผม เพื่อเพื่อนๆ ที่จะได้แวะเวียนเข้ามาแล้วสามารถส่งต่อๆ กันไปให้อ่านได้ เช่นกันครับ


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 086-3229307
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Jan 6, 2008

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2550

re-tell-20 : ระวัง... ตกเป็นเหยื่อ

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................


re-tell-20 : ระวัง... ตกเป็นเหยื่อ


ระวัง...คนให้ช่วยกรอกแบบสอบถาม โปรดระวัง ..คนให้ช่วยกรอกแบบสอบถาม..
ที่ไหน ก็แล้วแต่... ( ที่ BTS และสรรพสินค้าแถวปูนฯ )
อย่าลืมเตือนลูกๆหลานๆนะจ๊ะ สำหรับคนใช้บริการ BTS บ่อยๆ ระวังไว้นะ...
พอดีมีเพื่อนส่งเมล์นี้มาให้ล่ะ ... เรื่องคร่าวๆก็คือ... ผู้หญิงคนหนึ่ง
ต้องใช้บริการรถไฟฟ้าอยู่ทุกวัน แล้วก็มักจะเห็นคนกลุ่มหนึ่งมาคอยดักคน
ให้ช่วยตอบแบบสอบถาม ซึ่งเธอก็โดนเหมือนกัน ด้วยความเห็นใจ
ก็เลยยอมตอบคำถาม โดยแรกๆ ... คนพวกนี้จะถามคำถามทั่วๆไป แต่ก็ไปลงท้ายที่การถาม
ข้อมูลบัตรเครดิต ซึ่งเธอเอะใจเลยไม่ตอบ แล้วเดินหนีออกมา ...แต่เพื่อนร่วมงานของเธอ
... ตกเป็นเหยื่อของคนพวกนี้....
เพื่อนของเธอคนนี้เจอคนกลุ่มเดียวกันที่สถานีชิดลม เวลาประมาณ 6 โมงครึ่ง ช่วงเย็น
โดยตอบคำถามไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆก็รู้สึกเหมือนถูกป้ายยา
หรืออะไรสักอย่างจนเธอรู้สึกสลึมสลือแต่ไม่ถึงกับหมดสติ เธอจำไม่ได้ว่าถูกพาไปที่ ไหน ..
แต่จำได้เหมือนว่าคนพวกนี้บังคับให้เซ็นอะไรสักอย่าง เธอมารู้สึกตัวอีกทีที่สถานีชิดลมตอนเที่ยงคืน
>>>>... ปรากฏว่าเธอเจอสลิปบัตรเครดิตของเธอถูกรูดไป 20,000 บาท และพบใบสัญญาว่าเธอจะโอนเงิน 4,000 บาททุกเดือนเป็นเวลา 20 เดือน ให้กับบริษัทที่ชื่อ Asia Travel ซึ่งทุกครั้งที่เธอโทรไปยังบริษัทนี้ เธอจะพบแค่เครื่องรับฝากข้อความเท่านั้น และเมื่อเธอปรึกษาทนาย ...ทนายก็บอกว่าใบสัญญาเป็นลายมือของเธอจริง และเป็นเรื่องที่ยากต่อการพิสูจน์หลักฐาน ตอนนี้เธอได้แจ้งกับทาง BTS.. ให้จับตาดูกลุ่มมิจฉาชีพกลุ่มนี้ และตอนนี้เธอกำลังกลุ้มใจมากๆ... เพราะยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร
และเมื่อเร็วๆ นี้ที่แหล่งสรรพสินค้าแถวปูนฯ ก็มีกลุ่มคนร้ายใช้วิธีการเดียวกันนี้ โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนที่แต่งตัวดีเพื่ออำพรางตัวเองและให้เหยื่อตายใจ โดยเข้ามาขอความช่วยเหลือและยื่นนามบัตรซึ่งป้ายยาไว้...พอเหยื่อสูดดมเข้าไป ก็จะไม่ได้สติและหลอกให้ไปรูดบัตรเครดิตซื้อของให้ ซึ่งเราก็ไม่สามารถเอาผิดกับใครได้เลย แม้จะเป็นแหล่งผู้คนผลุกผล่านก็ตามก็ยังไม่ปลอดภัยอยู่ดี โดยเฉพาะสาวๆ Office
ที่ตกเป็น เหยื่อของมิจฉาชีพ ถ้าเป็นไปได้หลีกเลี่ยงการไปเดิน Shopping เพียงลำพังจะดีที่สุด

page reference


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Sep 25, 2007

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2550

re-tell-19 : รู้ไว้ใช่ว่าเรื่องแบตเตอรี่

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

re-tell-19 : รู้ไว้ใช่ว่าเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์


เขียนถึงเรื่องแบตเตอรี่แล้วก็นึกขำกับรถฝรั่งยี่ห้อหนึ่ง มีรถรุ่นใหม่ๆออกมาเป็นรถที่ใช้แบตเตอรี่ที่เรียกกันตามกระแสว่า Maintenance Free มี Service Information ไปยังหน่วยงานบริการหลังการขายว่าไม่จำเป็นต้องเติมน้ำกลั่นตลอดอายุการใช้งาน


อ่านข้อมูลข่าวสารครั้งแรกก็บอกว่าดีทุ่นเวลาในการดูแลแบตเตอรี่ไปอีกอย่างหนึ่ง แต่ก็ด้วยความเคยชินของการเป็นช่างโบราณรถรุ่นที่ว่านั้นเข้ามารับบริการที่ 15000 กิโลหรือบริการครั้งแรกก็ต้องเปิดตรวจดูน้ำกลั่นกันตามปกติ และก็ทุกคันไปต้องมีการเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับมากบ้างน้อยบ้าง ก็ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เรื่องมาขำขันเอาตรงที่ว่าประมาณหกเดือนจากข้อมูลหรือคำแนะนำในการบำรุงรักษาครั้งแรก


ที่บอกว่าไม่ต้องเติมน้ำกลั่นหรือไม่ต้องบำรุงรักษา ก็มีคำสั่งตามออกมาว่าให้ตรวจดูน้ำกลั่นตามปกติ ครับก็เป็นเรื่องขำขันกันในวงช่างของรถยี่นั้น สำหรับท่านที่ใช้แบตเตอรี่แบบนั้นอยู่ก็ต้องดูแลระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อย่างเดิมครับเพียงแต่อาจจะทอดเวลาให้นานขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง การขับรถในสภาพจราจรที่แออัด ขับแล้วหยุดในระยะทางสั้นๆตลอดเวลาก็คือใช้เครื่องยนต์ที่รอบต่ำๆก็จะบั่นทอนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่


เพราะตามปกตินั้นไดชาร์จหรือ อัลเทอร์เนเทอร์ (Alternator) จะปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ก็ด้วยรอบการทำงานของเครื่องที่รอบเดินเบาไปจนถึงไม่เกินสองพันห้าร้อยรอบเรียกว่ารอบน้อยก็ชาร์จออกมาน้อยรอบมากก็ชาร์จมาก แต่ถ้ารอบเครื่องเกินกว่าสองพันห้าร้อยรอบก็จะชาร์จได้สูงสุดเท่าที่จะมีกำลังปั่นไฟออกมาได้ หรือพูดอีกอย่างว่ารอบเกินสองพันห้าร้อยรอบก็ชาร์จได้เท่าเดิม โดยเฉพาะกับขณะที่ โรงเรียนเปิด ฝนตก รถติด พร้อมๆกับที่รถรุ่นใหม่ประเคนความสะดวกสบายและระบบความปลอดภัยที่เป็นระบบไฟฟ้าหรือ อิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาในรถ กันเต็มที่ รถติดขับด้วยเครื่องรอบต่ำๆอุปกรณ์ในรถใช้พร้อมๆกันเกือบหมดทุกระบบ


ความสามารถที่แบตเตอรี่จะกักเก็บประจุไฟไว้ใช้งานก็น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่รถเก่า พร้อมที่จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และปัจจุบันรถที่ใช้งาน ส่วนใหญ่จะเป็นเกียร์ออโต้เมติกกันทั้งนั้นโอกาสที่ไฟหมดหม้อแล้วจะเข็นให้รถติดเป็นไปไม่ได้เลย นอกจากการหมั่นดูแลรักษาแบตเตอรี่อย่างเป็นประจำแล้ว ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีสายพ่วงแบตเตอรี่ (Booster cables) ติดรถไว้สักคู่หนึ่ง สายพ่วงแบตเตอรี่ ต้องเลือกขนาดที่เหมาะสมถูกต้อง ในบางประเทศเขาจะมีข้อกำหนดบังคับไว้เลยว่า ในรถเก๋งนั่งหรือรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาด 12โวลต์ จะต้องใช้สายที่มีขนาดหน้าตัดไม่ต่ำกว่า 25 ตารางมิลลิเมตร


และถ้าเป็นรถที่ใช้ไฟมากกว่า12โวลต์ เช่นรถบรรทุกที่ใช้ไฟ24โวลต์ ขนาดหน้าตัดของสายพ่วง ต้องมีพื้นที่หน้าตัดไม่ต่ำกว่า70มิลลิเมตร ได้ขนาดสายพ่วงแล้วต้องดูที่ ตัวคีบขั้ว ต้องแน่นหนาแข็งแรง คีบจับไปที่ขั้วของแบตเตอรี่แล้วไม่หลวมหลุดคลอน


ถ้า รถคุณไฟหมดหม้อกลางถนนก็ต้องการพ่วงแบตเตอรี่จากรถคันอื่น ต้องดูก่อนว่ารถคันที่เข้ามาช่วยคุณนั้นแบตเตอรี่มีกำลังไฟมากหรือน้อยกว่าคุณเช่น แบตเตอรี่คุณใช้อยู่ห้าสิบห้าแอมแปร์มีรถเข้ามาช่วยคุณแต่รถของเขาใช้เพียงสี่สิบห้าแอมแปร์ก็ไม่เกิดประโยชน์


หรือรถอีกคันที่เข้ามาช่วยคุณใช้แบตเตอรี่ขนาดเก้าสิบแอมแปร์แน่นนอนมีกำลังไฟมากเกินพอที่จะช่วยคุณ แต่กำลังไฟที่มากเกินก็อาจจะทำให้ระบบอื่นในรถเสียหายได้ ควรเลือกแบตเตอรี่ที่มาพ่วงมีกำลังไฟไม่สูงเกินกว่าร้อยละยี่สิบของที่มีอยู่ในรถคุณ อย่างในกรณีนี้คุณไม่ควรใช้แบตเตอรี่ที่มีกำลังไฟสูงเกินกว่าเจ็ดสิบแอมแปร์


เมื่อได้รถพร้อมกับขนาดของแบตเตอรี่ที่เหมาะสมและสายพ่วงของคุณอยู่ในสภาพที่เหมาะสม คุณก็ให้ผู้มาช่วยเหลือ ติดเครื่องเดินเบาเอาไว้ คุณหรือเขาจะต้องเอาขั้วบวกของสายพ่วง คีบเข้าไปที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่รถคันที่มาช่วยเหลือก่อน แล้วเอาขั้วบวกของอีกข้างหนึ่งคีบไปที่ขั้วบวกของแบตเตอรี่ของรถคุณ ต่อจากนั้นเอาขั้วลบของสายพ่วง ต่อเข้ากับขั้วลบของรถคันที่มาช่วยเหลือปลายขั้วลบของสายพ่วงที่เหลือก็จะต่อเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่ ของรถคุณ อ่านยาวแล้วสับสนก็จำง่ายๆบวกต่อบวก ลบต่อลบ เริ่มผู้มาเยือนก่อน(ต่อขั้วผิดเสียหายมากครับ) ในขณะนี้รถของผู้มาช่วยเหลือยังติดเครื่องเดินเบาอยู่ คุณเข้าไปในรถปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดติดเครื่อง เมื่อเครื่องติดแล้วให้คุณเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดให้ใช้งานได้ที่ปัดน้ำฝน(ต้องระวังในกรณีที่เปิดฝากระโปรงรถอยู่) ไฟไล่ฝ้าที่มีอยู่ วิทยุ เทป ซีดี ทีวี เปิดให้หมด ยกเว้นไฟหน้าทุกดวง ในขณะที่คุณใช้เวลาเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกตัวเวลาที่เสียไปก็มากพอที่ที่จะตรวจสอบและยืนยันได้แน่นอนว่า เครื่องของคุณดับเพราะไฟหมด


ต่อไปก็เริ่มกันอีกครั้งโดยการถอดสายพ่วงออก ต้องเริ่มกันที่ถอดสายลบออกก่อนทั้งจากรถคุณหรือรถผู้ช่วยเหลือ ใครก่อนหลังไม่จำเป็นแต่เมื่อจะถอดต้องถอดขั้วลบก่อน(เมื่อต้องต่อ ต่อขั้วบวกก่อน)
ครับตรวจดูแลแบตเตอรี่ตามหนังสือคู่มือเป็นประจำรวมทั้งขั้วสายที่ต่ออยู่กับขั้วแบตเตอรี่ด้วยว่ามั่นคงแข็งแรงดีไหมขั้วแบตเตอรี่ มีคราบขาวๆหรือที่เรียกว่าขี้เกลือบ้างไหมถ้ามีก็เอาน้ำร้อนราดเช็ดถูทำความสะอาดหาจารบีทาไปที่รอบๆขั้วแบตเตอรี่ ก็น่าจะอุ่นใจขึ้น


ถ้ามีความจำเป็นจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ ก็เลือกขนาดเท่าเดิมหรือต้องการที่มีกำลังไฟมากกว่าเดิมก็ไม่ควรจะเกินกว่าร้อยละยี่สิบของลูกเดิม การชาร์จแบตเตอรี่ทั้งใหม่และเก่าควรจะชาร์จแบบช้า(ไม่เกินสิบเปอร์เซ็นต์ของกำลังไฟคือแอมแปร์)และถ้ารีบร้อนต้องการจะชาร์จแบบเร็วหรือเร่งด่วนก็ไม่ควรชาร์จเกินกว่าร้อยละห้าสิบ และต้องคอยสัมผัสที่แบตเตอรี่ตลอดเวลาในขณะที่ชาร์จเร็วนั้นอุณหภูมิของเปลือกผิวนอกของแบตจะต้องไม่ร้อนเกินกว่า55องศาเซลเซียส


และไม่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ราคาแพงๆที่โอ้อวดสรรพคุณ เพราะทดสอบกันมาแล้วว่าราคาถูกราคาแพงประสิทธิภาพในการใช้งานอายุการใช้งานไม่ได้ต่างกันกี่มากน้อยไม่ควรอย่างยิ่งที่จะพ่วงแบตเตอรี่โดยเครื่องชาร์จ และไม่ควรอย่างยิ่งที่จะชาร์จแบตเตอรี่โดยเครื่องชาร์จในขณะที่แบตเตอรี่ยังอยู่ในรถโดยไม่ถอดสายแบตเตอรี่ทั้งขั้วลบและขั้วบวกออกก่อนต่อสายจากเครื่องชาร์จ


page reference

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Sep 23, 2007

re-tell-18 : โรคติดต่อร้ายแรงมาก...โปรดระวัง !!!!!

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................
โรคทรัพย์จาง มีศัพท์ทางวิชาการว่า MONEYHPILIA เป็นคำสมาสระหว่างคำว่า MONEY และ PHILIA
มีลักษณะคล้ายกับโรค HEMOPHILIA ซึ่งโรค HEMOPHILIA ผู้ป่วยจะมีอาการเลือดไหลไม่หยุด และโรคชนิดนี้มิได้ติดต่อทางพันธุกรรม แต่ MONEYPHILIA เป็นโรคที่เงินไหลออกจากกระเป๋าไม่หยุด จนเกิดทรัพย์จางได้ โรคนี้มิได้ติดต่อทางพันธุกรรมเช่นกัน แต่ติดต่อกันเฉพาะกลุ่มบุคคลที่มีรายได้น้อย ถึงปานกลาง ซึ่งไม่สามารถจัดสรรรายได้ให้ได้สัดส่วนกับรายจ่าย ว่ากันง่าย ๆ ก็คือรายจ่ายมากกว่ารายได้นั่นเอง ในทุกวันนี้โรคดังกล่าวได้เริ่มระบาดในหมู่คนไทยที่มีรายได้น้อยถึงรายได้ปานกลางมาสองสามปีแล้ว ทำให้ส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต ตลอดจนบั่นทอนความเจริญก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน บั่นทอนสุขภาพ บั่นทอนชีวิตครอบครัวและสังคมโดยร่วม ดังนั้น เราจึงควรศึกษารายละเอียดของโรคนี้ เพื่อหาวิธีหลีกเลี่ยงหรือป้องกันแต่เนิ่น ๆ

ระยะฟักตัวของโรค (INCUBATION PERIOD)...............................
เชื้อจะเริ่มฟักตัวประมาณวันที่ 15 ของเดือน แต่ก็ไม่แน่ทุกคนไป เพราะบางคนเชื้ออาจจะเริ่มฟักตัวได้ตั้งแต่วันที่ 5 ของเดือนก็มี และบางรายอาการรุนแรงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ของเดือนทีเดียว อาการจะปรากฏเร็วหรือช้า รุนแรงหรือไม่รุนแรง ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและชนิดรายได้ของแต่ละบุคคล ซึ่งแบ่งตามพฤติกรรมในการจับจ่ายใช้สอยของผู้ป่วยอีกทั้งขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคแทรกซ้อนที่มือด้วย ว่าเป็นโรคมือเติบหรือไม่หากเป็นโรคมือเติบด้วย จะยิ่งทำให้การรักษา หรือป้องกันเป็นไปได้ยาก และระยะฟักตัวของโรคก็จะรวดเร็ว อีกทั้งอาการก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้น

อาการ (SYMPTOM) .............................................
ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการเหม่อลอย ไม่สบตาผู้อื่นโดยเฉพาะเจ้าหนี้ เหงื่อซึมออกตลอดเวลา หงุดหงิด สูญเสียความเชื่อมั่น ไร้สมาธิในการทำงาน เบื่ออาหาร หิวแต่ทานไม่ลง เพราะอาหารน้อย คุณภาพต่ำเนื่องจากด้อยกำลังซื้อ รสชาติไม่ถูกปาก ผู้ป่วยบางรายมีอาการรุนแรงถึงกับทำอัตวินิบาตกรรม บางรายมีอาการผวาเมื่อถูกเรียกชื่อ พวกที่มีอาการรุนแรงบางจำพวกจะทำการประชดชีวิตโดยการเดินมาทำงาน แทนการโดยสารรถประจำทาง หรือแท๊กซี่ หรือพยายามขึ้นรถโดยสารที่มีคนแน่นมากๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับกระเป๋ารถเมล์ หรือเพื่อที่จะได้หลบหลีกระหว่างบันไดหน้ากับบันไดหลังสลับไปมาได้รวดเร็วและ ทัน ท่วงที อีกทั้งเพื่อพยายามให้ได้รับอากาศที่ปลอดโปร่ง จะได้กินลมเพื่อลดอาการหน้ามืด

การป้องกัน (PROTECTION) .................................................
ไม่ควรนำเด็กหรือสัตว์เลี้ยงเข้าใกล้ เมื่อผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิด มิฉะนั้นจะได้รับอันตรายจากผู้ป่วยได้ ไม่ควรนำของมีค่าเข้าใกล้ในระยะสายตาและมือเอื้อมถึง

การรักษา (TREATMENT) ...................................................

ยังไม่มียาชนิดใดที่จะบำบัดโรคนี้ได้โดยตรงในปัจจุบัน แต่สามารถรักษาได้ตามอาการที่ปรากฏ เช่น ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะ (เป็นกันโดยมาก) ก็ควรใช้ยาลดไข้ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ได้แก่ยา PARACETAMAL ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคกระเพาะ ถ้าผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ควรใช้ยาคลายประสาทตามที่แพทย์แนะนำ ห้ามใช้เกินขนาด เพราะจะเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยได้ (ห้ามใช้ STRICNIN โดยเด็ดขาด) ควรให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกาย พักผ่อน ในที่ลับตาคน อย่าพาผู้ป่วยออกนอกบ้าน เพราะอาจเผชิญหน้ากับเจ้าหนี้ได้ การกระทำเช่นนี้นอกจากจะไม่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแล้ว กลับจะมีอาการทรุดหนักลงเรื่อย ๆ อาการดูน่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย แต่อาการของผู้ป่วยจะกระเตื้อง ตื่นเต้นได้อีกครั้งก็ถึงตอนปลายเดือนนั้น ๆ แต่บางรายก็ไม่ดีขึ้น กลับทรุดหนักลงไปอีก เนื่องจากการอักเสบของดอกเบี้ย ไม่ควรนำผู้ป่วยไปรักษายังโรงพยาบาลเอกชนเพราะอาจจะทำให้เกิดอาการช๊อคได้ เมื่อเห็นใบแจ้งหนี้ ทางที่ดีควรนำไปรักษายังสถานธนานุเคราะห์, สถานธนานุบาล โดยให้ผู้ป่วยนำของที่มีค่าติดตัวไปด้วย ซึ่งเป็นการรักษาอย่างปัจจุบันทันด่วน และตรงตามอาการของโรคมากที่สุด โดยหมอหลงจู้ จะให้ผู้ป่วยบอกประวัติ โดยซักอาการอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ใช่ของที่หยิบฉวยของผู้อื่นมาโดยเจ้าของไม่ยินยอม ต่อจากนั้นก็จะทำการตรวจรักษา ตีค่า ต่อรอง และเขียนใบสั่งยา โดยต้องมีการยืนยันด้วยบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ป่วย แล้วหมอหลงจู้จะให้วัคซีน โดยนำนิ้วหัวแม่มือของผู้ป่วยแปะลงบนวัคซีนสีดำ และกดลงบนใบสั่งยา ให้ปรากฏรอยเป็นที่แน่ชัด และสามารถยืนยันเป็นหลักฐานได้ จากนั้นผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นทันตาเห็น แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นอาการจะดีขึ้นได้กี่วัน ขึ้นอยู่กับของมีค่าที่นำติดตัวไป

โรคนี้จะสามารถรักษาให้หายขาดและไม่เกิดกับผู้ป่วยได้อีก .............
ถ้าสามารถจัดสรรรายได้ในแต่ละเดือนให้เพียงพอ ควบคุมรายจ่าย ควรให้มีรายจ่ายต่อรายได้อย่างน้อยในอัตรา 1:1 แต่ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่เป็นทางเดียวที่จะรักษาให้หายขาดได้ ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน จึงต้องรักษาตามอาการข้างต้น และอาจจะใช้ยาแผนโบราณจำพวกวงแชร์ เท้าแชร์ รักษาร่วมก็ได้ แต่ต้องระวังผลข้างเคียงที่อาจะเกิดขึ้นได้ เช่น ลูกแชร์เบี้ยว เท้าแชร์หาย โรคมือเติบ จนทำให้ไม่สามารถรักษาสัดส่วนรายได้ต่อรายจ่ายที่ 1:1 ได้ จะส่งผลในทางลบมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากใช้ได้ถูกต้อง เช่น เป็นเท้าแชร์เอง ก็ต้องตามลูกแชร์ให้ได้ครบ ถ้าเป็นลูกแชร์ก็ต้องตามเท้าแชร์ให้ได้ทุกงวด และพยายามอย่าให้ถูกหมดนวดจับ จนติดโรคมือเติบ เป็นต้น ................................................................โชคดีไร้โรคา....


page reference


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Sep 23, 2007

re-tell-17 : พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

re-tell-17 : พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : 36 แผนที่ชีวิตพ่อ

1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ

2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจากปัญญาและความกล้าหาญ

3. เพื่อนใหม่ คือของขวัญให้กับตัวเอง ส่วนเพื่อนเก่าและมิตร คืออัญมณีที่ นับวันจะเพิ่มคุณค่า

4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม

5. ปฏิบัติต่อคนอื่น เช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา

6. พูดขอบคุณให้มาก

7. รักษาความลับให้เป็น

8. ประเมินคุณค่าของการให้อภัยให้สูง

9. ฟังให้มากแล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี

10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองหากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่าเป็นจริง

11. หากล้มลง จงกลัวกับการลุกขึ้นใหม่

12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนัก คิดเสมอว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว

13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์

14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อก่อหนี้สิน

15. อย่าหยิ่ง หากจะกล่าวคำขอโทษ

16. อย่าอาย ถ้าหากอยากบอกใครว่าไม่รู้

17. ระยะทางนับพันกิโลเมตร แน่นอนไม่ราบรื่นตลอดทาง

18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้จึงควรทำสิ่งต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป

19. การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย

20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต

21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อน คือ ผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี

22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคย ได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด

23. จงอย่าใช้จุดเเข็งเอาชนะจุดอ่อน

24. เป็นหน้าที่ของเราจะพูดให้คนอื่นเข้าใม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด

25. เหรียญเดียวมี 2หน้า ความสำเร็จกับล้มเหลว

26. อย่าตามใจตัวเองเรื่องยุ่งๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งนั้น

27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนที่ยังอยู่เพราะมันอ่อน

28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ

29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้งชีวิตจะมีสุข มีให้อภัย

30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมต่อไปก็ผิดหมด

31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันเวลาแล้วเสร็จ

32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด

33. ดาวและเดือนที่อยู่สูงอยากได้ต้องปีนบันไดสูง

34. มนุษย์ทุกคน มีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ

35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม

36. ระเบียบวินัยคือคุณสมบัติที่สำคัญในการดำเดินชีวิต


ผมขอนำพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ที่พ่อ"kengrimsay"ให้ข้อมูลโพสลงบล็อก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น

และ ตัวผมเองที่เมื่ออัพบล็อกครั้งใด จะได้อ่านทุกครั้ง

เพื่อเป็นแนวทาง เป็นมงคลชีวิตตลอดไปครับ


ขอบคุณครับ


สิ่งที่สุดของชีวิต

สิ่งที่ร่ำรวยที่สุดของชีวิต คือ สุขภาพที่แข็งแรง

บาปกรรมที่ใหญ่หลวงที่สุดของชีวิต คือ ไม่กตัญญู

ความโง่เขลาที่สุดของชีวิต คือ ติดยาเสพติด

ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต คือ การทนงตัว

ของกำนัญที่มีค่าที่สุดของชีวิต คือ การให้อภัย

ความชั่วช้าต่ำต้อยที่สุดของชีวิต คือ การข่มเหงผู้อื่น

การผิดพลาดร้ายแรงที่สุดของชีวิต คือ เล่นการพนัน

การล้มละลายครั้งใหญ่ที่สุดของชีวิต คือ การสิ้นหวัง

ความสุขมากที่สุดของชีวิต คือ การช่วยเหลือผู้อื่น

การยอมรับและนับถือได้มากที่สุดของชีวิต คือ ความก้าวหน้า




คนเราสร้างแต่ความดี
ถึงแม้ลาภผลยังไม่ได้รับ แต่สิ่งภัยวิบัตินั้นได้หลีกห่างไกลไป

คนเราทำแต่ความชั่ว
ถึงแม้กรรมชั่วยังไม่ได้ตอบสนอง แต่ผลบุญนั้นหลีกหางไกลไป

ขอบคุณครับพ่อ สำหรับเรื่องดีๆเช่นนี้

page reference


ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Sep 23, 2007

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2550

re-tell-16 : ปรากฏการเรือนกระจก (Greenhouse effect)

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

re-tell-16 : ปรากฏการเรือนกระจก (Greenhouse effect)


ภาวะเรือนกระจก คือ ภาวะที่ชั้นบรรยากาศของโลกกระทำตัวเสมือนกระจกที่ยอมให้รังสีคลื่นสั้นผ่านลงมายังผิวโลกได้ แต่จะดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดที่แผ่ออกจากพื้นผิวโลกเอาไว้จากนั้นก็จะคายพลังงานความร้อนให้กระจายอยู่ภายในชั้นบรรยากาศและพื้นผิวโลกจึงเปรียบเสมือนกระจกที่ปกคลุมผิวโลกให้มีภาวะสมดุลทางอุณหภูมิ และเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิตบนผิวโลก แต่ในปัจจุบันมีก๊าซบางชนิดสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมากเกินสมดุล

ซึ่งก๊าซเหล่านี้ สามารถดูดกลืนรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรด และคายพลังงานความร้อนได้ดี พื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศของโลก และสิ่งมีชีวิตพื้นผิวโลกอย่างมากมาย



ในภาวะปกติชั้นบรรยากาศของโลก จะประกอบด้วย โอโซนไอน้ำและก๊าซชนิดต่างๆซึ่งทำหน้าที่กรองรังสีคลื่นสั้นบางชนิดให้ผ่านมาตกกระทบพื้นผิวโลก รังสีคลื่นสั้นที่ตกกระทบพื้นผิวโลกนี้จะสะท้อนกลับออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือพื้นผิวโลกที่ประกอบด้วยพื้นน้ำ พื้นดิน และสิ่งมีชีวิตจะดูดกลืนไว้ หลังจากนั้นก็จะคายพลังงานออกมาในรูปรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดแผ่กระจายขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและแผ่กระจายออกนอกชั้นบรรยากาศไปส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งนั้นชั้นบรรยากาศก็จะดูดกลืนไว้ และคายพลังงานความร้อนออกมา ผลที่เกิดขึ้นคือทำให้โลกสามารถ รักษาสภาพสมดุลทางอุณหภูมิไว้ได้จึงมีวัฏจักรน้ำ อากาศ และฤดูกาลต่าง ๆ ดำเนินไปอย่างสมดุลเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตพืชและสัตว์ โลกจึงเปรียบเสมือนเรือนปลูกพืชขนาดใหญ่ที่มีไอน้ำและก๊าซต่าง ๆ ในชั้นบรรยากาศเป็นเสมือนกรอบกระจกที่คอยควบคุมอุณหภูมิ และวัฏจักรต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างสมดุล

แต่ในปัจจุบันชั้นบรรยากาศของโลกมีปริมาณก็าซบางชนิดมากเกิน สมดุลของธรรมชาติอันเป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์ เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC8) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) เป็นต้น

ก๊าซเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษ คื อสามารถดูดกลืนและคายรังสีคลื่นยาวช่วงอินฟราเรดได้ดีมาก ดังนั้นเมื่อพื้นผิวโลกคายรังสีอินฟราเรดขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ก็าซเหล่านี้จะดูดกลืนรังสีอินฟราเรดเอาไว้ ต่อจากนั้นมันก็จะคายความร้อนสะสมอยู่บริเวณพื้นผิวโลก และชั้นบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น พื้นผิวโลกจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น เราเรียกก๊าซที่ทำให้เกิดภาวะแบบนี้ว่า "ก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gases)"

ก็าซเรือนกระจกนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มอุณหภูมิของพื้นผิวโลกโดยตรงแล้ว มันยังส่งผลกระทบโดยทางอ้อมด้วย กล่าวคือมัน จะไปทำปฏิกิริยาเคมีกับก๊าซอื่น ๆ และเกิดเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดใหม่ขึ้นมา หรือก็าซเรือนกระจกบางชนิดอาจรวมตัวกับโอโซน ทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศ ลดน้อยลงส่งผลให้ รังสีคลื่นสั้นที่ส่องผ่านชั้นโอโซนลงมายังพื้นผิวโลกได้มากขึ้นรวมทั้งปล่อยให้รังสีที่ทำอันตรายต่อมนุษย์และ สิ่งมีชีวิตส่องผ่านลงมาทำอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลกได้ด้วยก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศของโลกประกอบด้วยก๊าซต่าง ๆ หลายชนิดแต่ละชนิดมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น และลดลงตามคุณสมบัติทางเคมีของก๊าซแต่ละชนิด

ดังนั้นก็าซที่มีมากเกินสมดุลของชั้นบรรยากาศจะสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ก๊าซบางชนิดสามารถสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานหลายร้อยปี บางชนิดสะสมอยู่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่ปีก็สลายไป ก๊าซเรือนกระจกที่กล่าวถึงนี้ก็เช่นกัน เนื่องจากมันมีปริมาณที่มากเกินสมดุลในชั้นบรรยากาศ มันจึงสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศและสะสมอยู่ได้เป็นเวลานานหลายปี เราอาจแบ่งก็าซเรือนกระจกได้เป็นสองพวกตามอายุการสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ คือ พวกที่มีอายุการสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศไม่นาน เนื่องจากก๊าซเหล่านี้สามารถ ทำปฏิกิริยาได้ดีกับไอน้ำ หรือก๊าซอื่น ๆ จึงทำให้มันมีอายุสะสมเฉลี่ยสั้น ส่วนอีกพวกหนึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกซึ่งมีอายุสะสมเฉลี่ยนานหลายปี เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เป็นต้น

ก็าซเหล่านี้นับเป็นก็าซที่เป็นตัวการหลักของการเกิดภาวะเรือนกระจกเนื่องจากมันมีอายุสะสมเฉลี่ยยาวนานและสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าก็าซเรือนกระจกอื่น ๆ ทั้งยังส่งผลกระทบให้ผิวโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นโดยทางอ้อมได้ด้วย แม้ว่าจะมีการรณรงค์เพื่อลดการปลด ปล่อยก๊าซเรือนกระจก กันอย่างกว้างขวาง แต่อัตราการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกก็ยังมีมากขึ้นซึ่งการเพิ่มขึ้นนี้เป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์ทั้งสิ้น

ดังนั้นเราควรทราบถึงแหล่งที่มา และความสำคัญของก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดโดยสังเขปดังนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศเกิดจากธรรมชาติ และเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น

การเผาไหม้เชื้อเพลิงเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆและการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือการเกษตรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดไม้ทำลายป่านี้ นับว่าเป็นตัวการสำคัญที่สุดในการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ทั้งนี้เนื่องจากต้นไม้และป่าไม้มีคุณสมบัติที่ดี คือ มันสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ป่าลดน้อยลง ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงขึ้นไปสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น

จากผลการศึกษาปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยหน่วยงาน IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ประมาณตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 เป็นต้นมา รายงานว่ามีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อใช้เป็นพื้นที่เมือง หรือการเกษตรมีประมาณ 1.6 Gtc (1.6 5 109 ตันคาร์บอน) ในขณะที่ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้ และแหล่งอื่นที่เป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์กำลังมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ผลการศึกษาของ IPCCยังระบุชัดว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซเรือนกระจำที่ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมในบรรยากาศของ โลกมากที่สุดในบรรดาก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นกว่าก๊าซชนิดอื่น ๆ ด้วย ซึ่งหมายถึงผลกระทบโดยตรง ต่ออุณหภูมิของผิวโลกและชั้นบรรยากาศจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นต่อไปอีก ล่าสุดนี้หน่วยงาน IPCC ได้รายงานปริมาณก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นโดยฝีมือมนุษย์นี้ ทำให้พลังงานรังสีความร้อนสะสมบนผิวโลก และชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 1.56 วัตต์ ต่อตารางเมตรในปริมาณนี้ยังไม่คิดรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นทางอ้อมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ก๊าซมีเทน แหล่งกำเนิดของก๊าซมีเทนมีอยู่มากมายทั้งในธรรมชาติ และที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น จากแหล่งนาข้าว จากการย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ โดยเฉพาะการเผาไหม้ที่เกิดจากธรรมชาติ และเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ สามารถทำให้เกิดก๊าซมีเทนในบรรยากาศสูงถึง 20% ของก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาของ IPCC ว่าพื้นที่การเกษตรประเภทนาข้าวในประเทศแถบเอเชีย และออสเตรเลีย มีการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณที่มาก และมีปริมาณแตกต่างกันในแต่ละบริเวณขึ้นกับชนิดและคุณภาพของดินในแต่ละพื้นที่ แม้ว่าการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่ชั้นบรรยากาศจะมีมากกว่ากรณีของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ก๊าซมีเทนมีอายุสะสมเฉลี่ยประมาณ 11 ปี นับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นสาเหตุให้ผลกระทบโดยตรงอันเนื่องจากภาวะเรือนกระจกโดยก๊าซมีเทนมีน้อยกว่าผลกระทบอันเกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ก็มีผลกระทบมาก เป็นอันดับสองรองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมีรายงานว่าพลังงานเฉลี่ยรวมที่เกิดจากผลกระทบโดยตรงของก๊าซมีเทนประมาณ 0.47 วัตต์ต่อตาราเมตร

ก๊าซไนตรัสออกไซด์ แหล่งกำเนิดก๊าซในตรัสออกไซด์คืออุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมี หรืออุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิด เป็นต้น แม้ว่าก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เกิดจากธรรมชาติจะมีอยู่มากในภาวะปกติก็ตาม แต่อัตราการเพิ่มปริมาณดังกล่าวก็จัดอยู่ในภาวะที่สมดุลในธรรมชาติ ส่วนก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์นั้นมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.14 วัตต์ต่อตารางเมตร

นับตั้งแต่เริ่มมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นถึงปัจจุบันก๊าซที่มี สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ก๊าซที่มีสารประกอบพวกคลอโรฟลูออโรคาร์บอนมีแหล่งกำเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรมและอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันต่าง ๆ แม้ว่าก๊าซประเภทนี้จะมีปริมาณลดลง 40% เมื่อเทียบกับสิบกว่าปีก่อนหน้านี้ตามมาตรการควบคุมโดยสนธิสัญญามอนทรีออล (Montreal Protocol) แต่ปริมาณก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ที่ยังมีสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศโดยฝีมือมนุษย์ ยังคงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.28 วัตต์ต่อตารางเมตร

และยิ่งไปกว่านั้นผลกระทบทางอ้อมของก็าซชนิดนี้ทำให้เกิดอันตรายต่อบรรยากาศ และสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกมากมาย กล่าวคือก๊าซประเภทนี้สามารถรวมตัวทางเคมีได้ดีกับโอโซน จึงทำให้โอโซนในชั้นบรรยากาศลดน้อยลง หรือเกิดรูรั่วในชั้นโอโซนอันเป็นสาเหตุให้รังสีคลื่นสั้นที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกส่องผ่านลงมายังพื้นโลกได้มากขึ้น ทั้งยังทำให้รังสีคลื่นสั้นผ่านมาตกกระทบผิวโลกในxxxส่วนที่มากเกินภาวะ สมดุล นับเป็นการทำให้ผิวโลกและบรรยากาศร้อนขึ้นโดยทางอ้อมผลกระทบโดยตรงของก๊าซเรือนกระจกต่ออุณหภูมิของผิวโลก ดังได้กล่าว มาข้างต้นว่าก๊าซเรือนกระจกสามารถส่งผลกระทบโดยตรงคือทำให้โลกมีพลังงานความร้อนสะสมอยู่บนผิวโลกและชั้นบรรยากาศมากขึ้น อันเป็นต้น เหตุให้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ผลที่ตามมาก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การผันแปรของสภาพภูมิอากาศของโลกและท้องถิ่น

จากรายงานของ IPCC ระบุว่าพลังงานความร้อนสะสมรวมเฉลี่ยอันเกิดจากผลกระทบโดยตรงของก็าซเรือนกระจกตั้งแต่เริ่มมีอุตสาหกรรม เกิดขึ้นบนโลกมีค่าประมาณ 2.45 วัตต์ต่อตารางกิโลเมตรในขณะที่ผลกระทบทางอ้อมที่มีต่อโอโซนมีค่าประมาณ 0.5 วัตต์ต่อตารางกิโลเมตร ซึ่งผลกระทบจากก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรง และทางอ้อมนี้มีมากกว่าผลกระทบจากตัวการอื่น ๆ หลายเท่าสอดคล้องกับรายงานผลการตรวจวัดอุณหภูมิ เฉลี่ยทั่วพื้นผิวโลกตั้งแต่ปีค.ศ. 1860 จนถึงปัจจุบัน พบว่าอุณหภูมิผิวพื้นเฉลี่ยทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นมาตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา และสูงขึ้นชัดเจนในปลายศตวรรษนี้ประมาณ 0.3 - 0.6 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ย

การประเมินการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลกและผลกระทบ จากการที่โลกได้รับพลังงานความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบ ของก็าซเรือน กระจกนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยได้ศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลง และประเมินผลกระทบ รวมทั้งหาแนวทางการบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้ดังนี้

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและระดับน้ำทะเล จากการรวบรวมผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก สามารถสรุปได้ดังนี้

- ได้มีการตรวจพบว่าอุณหภูมิระดับผิวโลกสูงขึ้นประมาณ 0.3 ถึง 0.6 องศาเซลเซียส นับตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยได้พบว่าบริเวณพื้นทวีประหว่างละติจูด 40 ถึง 70 องศาเหนือเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นมากที่สุด ในขณะเดียวกันที่บางแห่ง เช่นบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือได้มีอุณหภูมิลดลงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

- โดยทั่วไปพิสัยของอุณหภูมิในรอบวันบนพื้นทวีปมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ประมาณกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20ซึ่งเป็นผลมาจากการ เพิ่มขึ้นของปริมาณ เมฆในท้องฟ้าทำให้ช่วงกลางวันมีอุณหภูมิลดลงและอุณหภูมิในช่วงกลางคืนสูงขึ้นและคาดว่าอุณหภูมิบริเวณตอนล่างของบรรยากาศ ชั้นสตราโตสเฟียร์ (สูงจากผิวโลกระหว่าง 14 -20 กิโลเมตร) ลดลงเนื่องจากการลดลงของโอโซน และการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

- สำหรับปริมาณฝนเฉลี่ยในภาคพื้นทวีปในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นั้นยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

- การระเหยของน้ำในมหาสมุทรเขตร้อนสูงขึ้นสัมพันธ์กับปริมาณไอน้ำในเขตร้อนที่ตรวจวัดได้สูงขึ้น

- พื้นที่หิมะปกคลุมอยู่ในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987

- ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 2.5 มิลลิเมตรต่อปีซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากการที่อุณหภูมิของบรรยากาศสูงขึ้น ทำให้น้ำทะเลและมหาสมุทรขยายตัวพร้อมกับการละลายของธารน้ำแข็ง

การประเมินผลกระทบ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยใช้แบบจำลองภูมิอากาศ โดยอาศัยสมมุติฐานที่ว่า ถ้าหากปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของโลกในปี ค.ศ.2100 เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากระดับปัจจุบันพบว่าอุณหภูมิผิวพื้นทั่วโลกสูงขึ้นประมาณ 1 ถึง 3.5 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 15 ถึง 95เซนติเมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์เศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งด้านอุทกวิทยา หรือการจัดการแหล่งน้ำตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและสุขภาพของมนุษย์ อาทิ เช่นด้านระบบนิเวศน์

- ป่าไม้ ประมาณการว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและการฟื้นฟูสภาพป่าในหลายแห่งของโลก เป็นที่คาดว่าประมาณหนึ่งในสามของป่าที่มีอยู่ทั่วโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างขวางด้านชนิดพันธุ์พืชโดยการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดเกิดขึ้นในบริเวณละติจูดสูง ๆ ส่วนบริเวณเขตร้อนจะมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด

- พื้นที่น้ำแข็งปกคลุม ประมาณการว่าประมาณหนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งของภูเขาน้ำแข็งที่มีอยู่ในปัจจุบันจะหายไปในอีก 100 ปีข้างหน้าการลดลงของภูเขาน้ำแข็งและความหนาของชั้นหิมะที่ปกคลุมพื้นโลกจะส่งผลกระทบต่ออัตราการไหลของน้ำในแม่น้ำในแต่ละฤดูกาลและการจ่ายน้ำของเขื่อนที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ ตลอดจนการเกษตรกรรม

- ระบบนิเวศน์ชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น หรือการเกิดพายุและคลื่นซัดฝั่งจะส่งผลให้เกิดการกัดเซาะการพังทลาย และเกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่งมากขึ้น ความเค็มของน้ำในบริเวณปากแม่น้ำและในชั้นน้ำจืดใต้ดินจะเพิ่มขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำขึ้น-น้ำลงในแม่น้ำและอ่าวต่าง ๆ รวมทั้งการพัดพาของตะกอนและสารอาหารในน้ำ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงระบบ นิเวศน์ชายฝั่งจะส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยของผู้คนบริเวณนี้ และส่งผลกระทบในทางลบต่อการท่องเที่ยวการจัดหาน้ำจืด การประมง และความหลากหลายทางชีวภาพ

- ด้านโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอากาศและ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น จะมีผลกระทบในทางลบต่อการพลังงานการอุตสาหกรรม การขนส่ง การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ การประกันทรัพย์สิน และการท่องเที่ยว

ภัยที่เห็นได้ชัดเจนคือ ประชากรที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง ซึ่งได้มีการประมาณการว่าจะมีประชากรประมาณ 46 ล้านคนต่อปีในปัจจุบันที่เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมเนื่องจากคลื่น พายุซัดฝั่ง และหากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 50 เซนติเมตร จำนวนประชากรที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นเป็น 92 ล้านคน

และถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร จำนวนผู้เสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมจะสูงถึง 118 ล้านคน โดยประชากรของประเทศที่เป็นเกาะเล็ก ๆ หรือประเทศด้วยพัฒนาจะได้รับผลกระทบที่รุน แรงกว่า เนื่องจากระบบป้องกันชายฝั่งไม่ดีเพียงพอ และประเทศที่มีประชากรหนาแน่นกว่าก็ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าทำให้เกิดการอพยพทั้งภายในประเทศและข้ามประเทศจากการศึกษาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร ซึ่งเป็นค่าสูงสุดตามที่ประมาณการ

สำหรับปี ค.ศ. 2100 พบว่าเกาะเล็กๆและพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำเป็นบริเวณที่เสี่ยงภัยสูงโดยได้ประเมินการสูญเสียแผ่นดินของประเทศต่าง ๆ ถ้าระบบป้องกันภัยมีอยู่เช่นปัจจุบันดังนี้ ประเทศอุรุกวัย สูญเสีย 0.05% อียิปต์ 1% เนเธอร์แลนด์ 6% บังคลาเทศ 17.5% และประมาณ 80% สำหรับเกาะปะการังมาจูโร (Majuro) ในหมู่เกาะมาร์แชล และประชากรที่ได้รับผลกระทบจะมีมากประมาณ 70 ล้านคนในจีนและบังคลาเทศ เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนจะมากน้อยเพียงใดจะต้องมีการศึกษาในรายละเอียดต่อไปแต่อย่างน้อยก็พอประมาณได้ว่าเมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ชายฝั่งของประเทศไทยจะมีการเกิดน้ำท่วมเพิ่มพื้นที่ขึ้นและความรุนแรงมากขึ้นอัตราการกัดเซาะและการพังทลายของพื้นที่ชายฝั่งจะเพิ่มขึ้นน้ำทะเลจะรุกเข้ามาในแผ่นดินและแม่น้ำมากขึ้นทำให้ความเค็มในดินและบริเวณตอนล่างของแม่น้ำเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบในท%

page reference



ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 30, 2007

วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2550

re-tell-14 : ความสำเร็จในการทำ Affiliate ของ asiram (บทความที่ 5)

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

re-tell-14 : ความสำเร็จในการทำ Affiliate ของ asiram (บทความที่ 5)

สวัสดีครับ ตามอ่านความสำเร็จของคุณ asiram กันต่อครับ

บทความที่ 5 : 5.ตามกระแส underground เทคนิค แบบฉบับ asiram เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:36:57 AM

ที่ตั้งหัวข้อนี้ ไม่ใช่อะไร

เพราะเห็นว่ากระแส underground ของคุณตราวุฒิ กำลังมาแรง

แต่ผมไม่กล้าที่จะไปเทียบชั้น อาจารย์ปู่ของผมหรอก

ที่ยกให้เป็นอาจารย์ปู่ เพราะถ้านับอายุแล้วคุณตราวุฒิ มีอายุมากกว่าผมหลายปี

แฮะๆ หมายถึงอายุงาน aff น่ะคับแต่ถ้าเพื่อนๆ จะคิดว่าเป็นอายุจริงๆ ก็ไม่เป็นไรคับพอดีผมยังไม่อยากแก่

ผมอยากพูดเรื่องนี้ เพราะมันเป็นการฝึกตัวเองให้รู้จักดัดแปลงสิ่งที่เราสังเกตุเห็นมาใช้ประโยชน์ แต่ผมขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมไม่เคยทำวิธีเหล่านี้เพราะผมเอาเวลาไปหา keyword ดีกว่า

1.ก็เริ่มจากอันนี้ก่อนเลยแล้วกัน เคย post ไปแล้วถ้ามีคนมาบิดแข่งใน keyword เดียวกับเรา เราควรจะทำยังไง

ถ้าเป็นผม ผมไม่สนใจอยากได้เอาไป แต่ผมก็ยังบิดอยู่เหมือนเดิม

ก็อย่างที่บอกว่า ผมเอาเวลาไปหา keyword ใหม่ๆดีกว่าแต่ถ้าเพื่อนๆอยากเล่น ก็ลองวิธีนี้ดูเค้าอยากได้ keyword นี้ใช่ป่าว

เค้าก็ต้องบิดมากกว่าที่เราบิด แสดงว่าเค้าพอใจที่จะจ่ายตามราคาที่เค้าบิดเราก็จัดให้ กลัวเสียน้ำใจ ต้องทำให้เค้าจ่ายให้ได้ใกล้เคียงที่เค้าบิดให้มากที่สุด

ทำไงล่ะ

ให้เราค่อยๆเพิ่มบิดของเรา ทีละ 0.2 แล้วลองไปเช็ค ads ดูว่า ads ของเราขึ้นรึป่าว

ถ้ายังไม่ขึ้น ให้เราเพิ่มบิดไปเรื่อยๆทีละ 0.2 จนเห็นว่า ads เราขึ้นแทนของเค้าแล้วก็ให้เราลดบิดลง 0.1 แล้วไปเช็คดูว่า ads ของเราหายไปรึยัง

ถ้ายัง ก็ให้เราลดบิดลงอีกทีละ 0.05 จน ads ของเราหายไป

แล้วเราก็ไปหาคำต่างๆ มาผสมกับ keyword ตัวนี้แล้วมา bid ที่ราคาเดิมของเราที่เคย bid keyword ตัวนี้

แล้วก็หาเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ อย่าหยุดtraffic ของเค้าก็จะถูกปิดไปเรื่อยๆจนเหลือแต่ traffic ที่มาจาก exact matchแล้วเราก็ เอาคำที่เราบิดเพิ่ม ที่ไม่ทำกำไรให้เราไป add เป็น negative ของ keyword ตัวนั้นถึงตอนนี้

แล้ว เราก็เริ่มแข่งบิดกะเค้าได้แล้ว

2.วิธีทำ epc ให้ต่ำๆ เพื่อปิดทางของคนที่มาใหม่อย่างที่เคยพูดไปเรื่อง epc ที่ให้เราเลือก epc สูงๆ เพื่อเลือก productผมก็มีวิธีที่จะทำให้ epc ของ advertiser ที่เราเลือก ต่ำลง

วิธีนี้ได้มาจากเหตุบังเอิญ และเป็นวิธีการของ

ppc ที่ใช้โดยทั่วไปppc จะมีขั้นตอนอยู่ขั้นตอนหนึ่งในการ approve

ads หรือ keyword โดย robotคือถ้าเรา add keyword หรือ ads เข้าไปใหม่ หรือแก้ไขใหม่

ppc จะ run destination url นั้น 1 ครั้ง เพื่อตรวจสอบ หน้าเพจ

แต่เมื่อ ppc run ไปแล้ว ทางเวปของ provider หรือ advertiser เค้าจะนับเป็น 1 คลิก

ถ้าเราต้องการให้ epc ของ advertiser ไหนลดลง เราก็ update destination url เข้าไปจำนวนคลิกรวมก็จะมากขึ้น epc ก็จะต่ำลงที่ผมเจอเพราะ ช่วงแรกๆ ผมกะว่าจะ track keyword ทุกตัว

ผม add keyword เข้าไปประมาณ 50000 ตัวแล้วใส่ destination url ให้ keyword ทุกตัวพอ add เข้าไป ปรากฏว่า วันนั้นวันเดียว มีคลิกที่ cj เกือบ 30000 คลิก

epc ของ advertiser ลดฮวบๆ จาก $50->$20แต่มันก็มี 2 คมน่ะคับ คือมันจะทำให้ epc ของเราเองลดลงเหมือนกัน

3.ทำยังไงให้ keyword ไม่ถูก reject ง่ายๆอันนี้ก็ได้มาจากการสังเกตุ การ reject keyword,reject ads ของตัวเองก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า การ approve ads,keyword มันจะมี 2 ช่วงคือ

1.ใช้ robot ที่ ppc เขียนมาเพื่อตรวจสอบขั้นแรกก่อนสำหรับช่วงแรกนี้ ถ้าไม่ผ่าน ก็ทิ้งไปได้เลย ทำยังไงก็ไม่ผ่าน

2.หลังจากผ่านช่วงแรกไปแล้ว ads run แล้ว ไม่ใช่ว่าจะรอดแน่นอน

เค้าจะมีคนมา review อีกที แต่เท่าที่สังเกตุเค้าจะสุ่มเอา ถ้า keyword จำนวนมากๆที่เราพอจะหลบได้ก็ช่วงที่สองนี่แหละเพราะเป็นคน ยังไงๆก็ขี้เกียจอยู่ดี ถ้าเจอ keyword หลักพันหลักหมื่น

ก็ง่ายๆ เราต้องadd keyword ต่อ adgroup ให้เยอะๆ

เพราะถ้า 1 adgroup มี keyword น้อย เค้าจะตรวจได้ง่าย

ถ้าเราต้องการ keyword จริงๆน้อย ก็ให้เรา add keyword อื่นเพิ่มเข้าไปให้เยอะๆพอผ่านช่วงแรกไปแล้ว เราก็ต้องไป pause keyword อื่นที่ไม่ใช้ไป แต่ไม่ต้อง delete

แต่สำหรับผม มันใช้ mass keyword อยู่แล้วเท่าที่ผ่านมา จะโดน reject ประมาณ ไม่เกิน %5-10 ของ keyword ทั้งหมดมีอยู่ keyword หนึ่งที่เป็น trade mark ผมก็ไม่รู้เพราะเป็น mass keyword

ใช้มาประมาณ 6 เดือนแล้ว เพิ่งโดนเตือนเมื่อไม่กี่วันมานี่เอง

ผมก็เอาออก ไม่เป็นไร เพราะ การใช้ mass keyword มันมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งคือ

รายได้หลัก จะกระจายไปหลายๆ keyword ไม่กระจุกตัวอยู่ที่ keyword ตัวใดตัวหนึ่งถึงผมต้องทิ้ง keyword นี้ไป มันก็ไม่ทำให้รายได้ลดลงมากเท่าไหร่

แต่ถ้าผมใช้ keyword แบบทั่วไป แล้วถ้าโดนแบบนี้ ผมว่ารายได้คงจะลดลงไปเยอะมากเหมือนกัน

เอาแค่นี้ก่อนแล้วกันแล้วก็บอกไว้เลยว่าเป็นวิธีที่ได้จากการสังเกตุจากประสบการณ์จริงไม่เคยได้ไปเรียนที่ไหน ไม่เคยอ่าน ebookไหนจริงๆแล้วที่ผมอยากให้เพื่อนๆรู้เพียงแค่เรื่องเดียว

ถ้าเราทำอะไร แล้วคอยสังเกตุรายละเอียดต่างๆ แล้วเราจะพบหนทางที่เราจะเดินไปหาความสำเร็จได้

page reference

.............................................

เป็นอย่างไรครับ กับบทความของตัวจริง เสียงจริง หวังว่าคงเกิดประโยชน์กันครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 18, 2007


re-tell-13 : ความสำเร็จในการทำ Affiliate ของ asiram (บทความที่ 4)

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

re-tell-13 : ความสำเร็จในการทำ Affiliate ของ asiram (บทความที่ 4)

สวัสดีครับ ตามอ่านความสำเร็จของคุณ asiram กันต่อครับ

บทความที่ 4 : 4.หา mass keyword ใครว่าตัน? เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:35:25 AM

เรื่องนี้คงต้องเริ่มจาก การใช้ keyword ในการโฆษณาก่อน

ตามความเข้าใจของผม การใช้งาน keyword แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามปริมาณ keyword ที่ใช้

1.การใช้ keyword ทั่วๆไป
2.การใช้ keyword แบบ mass

การใช้งาน keyword แบบทั่วๆไป ก็คือ การใช้งานแบบทั่วๆไป นั่นแหละ งงม่ะ

ก็ หา keyword พยายามให้ nich เข้าไว้ แล้วเอามา add เข้าไป

ทำการ track keyword รายตัว เพื่อดูผลว่าทำเงินหรือไม่

คือค่อยๆหา keyword ไปทีละตัวสองตัว หรือทีละ10,20,100,200 ตัว

ผมถือว่าเป็นการใช้งาน keyword แบบทั่วไป

การใช้งาน keyword แบบ mass คือการใช้งาน keyword ในปริมาณมากๆเน้น มากๆจริงๆ หลักพันขึ้นไป จนถึงมากที่สุดเท่าที่หาได้แล้วต้องทำการ track keyword รายตัว เหมือนแบบทั่วไป เพื่อดู keyword ทำเงินมันต่างกันยังไง ต่างกันแค่ปริมาณเท่านั้นเองหรอไม่ใช่คับ สำหรับผม

มันต่างกันมากลองอ่านตรงนี้ดูก่อน แล้วค่อยเปรียบเทียบกับการใช้งาน keywordสมมติว่าเราเจอ แหล่งทองคำอยู่ที่หนึ่ง เราทราบว่าอยู่บริเวณนี้ รัศมีไม่เกิน 10 กิโลเมตรเรามีวิธีการขุดทองอยู่ 2 วิธีคือ

1.ลองเดินไปทั่วๆ แล้วพิจารณาแล้ว เอาว่ะ ลองดูตรงนี้ แล้วขุดลงไป ตักขึ้นมา ดูว่าได้ทองเท่าไหร่แล้วก็ทำแบบนี้ทีละ 1-2 จุด หรือ 100-200 จุดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอทองเท่าที่พอใจ หรือจนหมดแรง หมดกำลังใจไปเอง

2.หาซื้อเครื่องมือมาให้เยอะที่สุดเท่าที่เรารับค่าใช้จ่ายไหว หว่านไปเลย ให้ทั่วๆทั้งบริเวณรัศมี 10 กม.อันไหนไม่เจอ เปลี่ยนที่ขุด อันไหนเจอแล้ว ก็ขุดให้ลึกลงไปอีกการทราบว่ามีแหล่งทองคำอยู่ที่ไหน ก็คือ การที่เราค้นเจอ product+keyword นั่นเอง

วิธีที่ 1 คือการใช้ keyword แบบทั่วๆไป
วิธีที่ 2 คือการใช้ keyword แบบ mass

ทั้งสองวิธีมีทั้งข้อดีข้อเสียการใช้ keyword แบบทั่วไปข้อดี

1.ลงทุนน้อย
2.การจัดการง่าย

ข้อเสีย

1.ต้องเป็นคนที่โชคดีมาก ถึงจะเจอ keyword ที่ทำเงินได้เยอะๆ
2.ถ้าไม่เจอ ก็จะหมดทุน,หมดกำลังใจก่อน แล้วเลิกไปเอง
3.การคิด keyword ขึ้นอยู่กับตัวเอง ต่อให้เก่งแค่ไหน ซักวันก็จะตัน คิดไม่ออกว่าจะใช้อะไรเป็นkeyword

การใช้ keyword แบบ mass

ข้อดี

1.สามารถทำให้เราถึบตัวเองจากรายได้เดือนละ 100-200 ดอล เป็น หลัก 10000 ดอลได้ในเวลาอันรวดเร็ว
2.ไม่ต้องคิด keyword เอง เพราะเราเอาหมด ถ้ามันใช้เป็น keyword ได้

ข้อเสีย

1.การจัดการยาก
2.ต้นทุนสูง

เอาล่ะ ก็มาถึงหัวข้อกระทู้แล้วกัน

ก็ขนาด การใช้ keyword ทั่วไป ผมก็บอกเองอยู่แล้วว่า ซักวันมันจะตัน คิดอะไรไม่ออกแล้ว mass keyword ล่ะ ทำไมจะไม่ตันจะตันไม่ตัน มันอยู่ที่แนวคิดของเราเองคับถ้าเรายึดติดกับรูปแบบ มันก็จะตันผมใช้แนวคิดนี้

ไม่สนใจว่าจะต้องเป็นคำแบบไหน คำอะไร อะไรดี อะไรไม่ดีสนใจแต่ว่า จะหาคำให้ได้จำนวนเยอะๆ ที่เกี่ยวกับ market นั้นๆได้ยังไง ได้ที่ไหน ได้เยอะแค่ไหนเอาหมด ไม่สนใจว่ามันจะเป็นยังไง

อะไรที่เห็นบนหน้าจอ ที่ไม่ใช่รูปภาพ ผมถือว่าเป็น keyword หมดคือแบบ mass keyword จะให้ความสำคัญกับแหล่ง keyword มากกว่าว่าจะเอามาจากไหน ได้จำนวนเท่าไหร่

วิธีการหาแหล่ง keyword แบบ mass ก็

1.ใช้ software ทั่วไปที่เค้าใช้กัน แต่วิธีการเลือกไม่สนใจตัวเลขสถิติอะไรเลยนอกจาก ขุด keyword ให้มันมีคำที่เกี่ยวข้องกับ market เท่านั้น

2.หาเอาจาก website ต่างๆที่อยู่ใน market นั้นๆมีอยู่เวปหนึ่ง ผมนั่งเก็บ keyword จากเวปนั้น ใช้เวลาประมาณ 3 วันโดยใช้วิธีง่ายๆ นี่แหละ copy,paste ได้ keyword มาทั้งหมดประมาณ เกือบ 20000

3.ใช้วิธีผสมคำเอง แล้ว add เข้าไปเพื่อทดสอบ เช่น ถ้าเรามี keyword หลักอยู่ หรือมี keyword ที่ทำเงินให้เราอยู่แล้ว

เราก็เลือกเอาเฉพาะที่มี traffic สูงๆมา แล้วมาผสมกับคำอะไรก็ได้ จำนวนเยอะๆ

ถ้าคิดไม่ออก ก็ลองนั่งเปิดเวปที่อยู่ใน market นั้นหาคำที่มันพิเศษๆ เฉพาะๆ ไม่ต้องแปลออกหรอก เอามาเลย

หรือชื่อเมือง ชื่อรัฐ ชื่อหมู่บ้าน ชื่ออะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับ market เอามารวมกับคำที่เราเลือก แล้ว add เข้าไปทดสอบ

แต่วิธีนี้มันจะเหนื่อยหน่อย เพราะเหมือนเดาเอาเอง ไม่รู้ว่ามันมี traffic จริงๆรึป่าวผมเคยลองทำวิธีนี้ ผสมคำได้ประมาณ 30000 ผ่านไป 1 อาทิตย์ มี traffic ทั้งหมด ไม่ถึงพัน มีคลิก ไม่ถึงสิบ

พอมาถึงตอนนี้ เพื่อนอาจจะบอกว่า โอ้ยตันแล้ว ไม่รู้จะหาจากไหนอีกอ่ะผมยังมีวิธีที่ 4 อันนี้ ไม่มีวันตันแน่นอน

4.เก็บ keyword เอง โดยเก็บจากการที่เราไปโฆษณาบน ppc นั่นแหละเราก็ทำเวปขึ้นมาเอง เพื่อเก็บ keyword โดยเฉพาะเป็นจุดประสงค์หลักส่วนตัวเวป ก็ทำเป็น landing page ธรรมดา หน้าเดียวโค๊ดที่ใช้เก็บ keyword ก็หาโหลดจาก gg แล้วมาแปลงเอง

ผมเริ่มเก็บ keyword มาประมาณ 2 เดือน ตอนนี้ได้ keyword เพิ่มมาแล้วเกือบ 10000 keyที่สำคัญ เวปนี้ที่เราต้องไปทำโฆษณาผ่าน ppc เพื่อเก็บ keyword นั้น มันทำกำไรให้ผมด้วยเท่ากับเราได้กำไรจาก aff และยังได้ keyword มาฟรีๆด้วยที่บอกว่าวิธีนี้ไม่มีวันตันเพราะ

keyword ที่เก็บได้ เกิดจากการใช้ search จริง มี traffic จริง

ผมเพิ่มให้อีกวิธี แล้วกัน เป็นวิธีที่เป็นสุดยอดกระบวนท่าการหา keyword

5.วิธีหา keyword แบบไร้รูปแบบคือให้เราตัดอารมณ์ความรู้สึกออกไปให้หมด ไม่ว่าจะชอบ ไม่ชอบ เกลียด ไม่เกลียด รัก ไม่รักทุกวันที่เราเข้า website ไม่ว่าจะเวปไหน ให้เราคิดอยู่อย่างเดียวว่า

ตัวอักษรทุกตัว ที่เราเห็น มันคือ keyword ที่มันอาจจะทำกำไรให้เราได้

แล้วคิดต่อว่า เราจะเอามันออกมาจากเวปนั้นๆได้ยังไง ได้จำนวนแค่ไหน

ผมยกตัวอย่างง่ายๆเวปส่วนใหญ่ จะมีลักษณะคล้ายๆ menu หรือ catagories ที่แบ่งหน้า page ออกเป็นหมวดหมู่นั่นแหละ ใช้เป็น keyword ได้ รู้ป่าว

ถ้าทำแบบนี้ได้ ซักพักเราก็จะดวงตาเห็นธรรมเองเราจะมองเห็นลู่ทางการหา keyword ที่ไม่มีกระบวนท่า จะมองเห็นวิธีการหา keyword ที่มีจำนวนเยอะๆ

เหมือนที่ผมเคย post ในไทยเสียว เกี่ยวกับเรื่อง เวปขยะ นั่นแหละผมก็ยังยืนยันว่า มันไม่เป็นเวปขยะสำหรับผม เพราะมันเป็นที่รวม keyword จำนวนมากๆมันมีประโยชน์สำหรับผม

อ้าว ดันไปเรื่องอื่น เดี๋ยวยาวสำหรับเรื่องนี้ก็คงจะมีแค่นี้

page reference

....................................................

อ่านตอนต่อไปได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 18, 2007

re-tell-12 : ความสำเร็จในการทำ Affiliate ของ asiram (บทความที่ 3)

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

re-tell-12 : ความสำเร็จในการทำ Affiliate ของ asiram (บทความที่ 3)

สวัสดีครับ ตามอ่านความสำเร็จของคุณ asiram กันต่อครับ

บทความที่ 3 : 3.จำเป็นต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับ product ที่จะเอาไปโฆษณาด้วยหรอ? เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:34:23 AM

จำเป็นต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับ product ที่จะเอาไปโฆษณาด้วยหรอ?

คำตอบของผม

ไม่จำเป็น

ก่อนที่ผมจะเล่าให้ฟัง ผมขอถามอะไรซักนิดเถอะเราสนใจ affiliate marketing เพราะอะไรไม่ใช่เพราะเหตุผลพวกนี้หรอ

1.ไม่ต้องมีสินค้าเป็นของตัวเอง ก็สามารถค้าขายได้
2.ไม่ต้องมี store,stock
3.ทำที่ไหนก็ได้
4.ทำเมื่อไหร่ก็ได้
5.ทำอะไรก็ได้
6.ทำเยอะแค่ไหนก็ได้
7.ทำตลาดไหนก็ได้

แล้วทำไม ผมต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับ product ที่ผมจะทำด้วยล่ะ

ถ้าผมทำ product 100 ตัว ผมไม่ตายหรอ กว่าจะศึกษารู้ทั้งหมด

หรือให้ทำเฉพาะ product ที่เรารู้เรื่อง แล้วมันจะพอกินหรอ

แล้วถ้า market ของ product นั้น down แล้วเราจะเอาอะไรกิน

แนวคิดนี้ผมมองว่า มันเป็นแนวคิดของการทำธุรกิจทั่วไป แบบมีตัวตน

ไม่ใช่แนวคิดของ affiliate marketing ที่เป็นธุรกิจ
ไม่มีตัวตน
ไม่มีที่ตั้งที่แน่นอน
ไม่มีร้านค้า เป็น visual market

แล้วเราจะเริ่มหา product ยังไง ถ้าเราไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับมันเลย

มีวิธีคับ

ก็อย่างที่เคยบอกไป epc ไงคับทำไมepc มันบอกอะไรเราได้มันจะบอกได้ยังไงว่า

-product ตัวไหนขายดี
-product ขายดีช่วงไหน
-การบริการของเวปนั้น ดีรึป่าว
-market นี้ เหมาะกับ product ตัวนี้รึป่าว

เหตุผลทุกอย่าง เท่าที่เรานึกออก ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไร

แม้แต่ เหตุผลที่ใครๆคิดว่ามันไร้สาระ เช่น

-วันนี้ทะเลาะกับแฟนมา ไม่อยากซื้อของ
-เงินไม่พอ เอาไว้ซื้อวันหลัง
-วันนี้ได้โบนัส ซื้อของฝากแฟนซักหน่อย
-รอเงินเดือนออกก่อน ค่อยซื้อแล้วกัน
-network down อยากซื้อแต่ซื้อไม่ได้-น้ำท่วม ไฟดับ
-ตอนนี้กำลังบ้าดารา เอาไว้ค่อยซื้อของวันหลังแล้วกัน

ผมบอกได้เลยคับ มันมีผลต่อการซื้อสินค้าทั้งนั้นแต่ก็อีกล่ะ ถ้าเราต้องมานั่งวิเคราะห์มันทุกๆเหตุผล ก็ตายพอดี

epc ช่วยได้

epc=Average Earnings Per One Hundred Clicks

ใน 100 คลิก คนที่เอาสินค้านี้ หรือ link นี้ไปใช้ สามารถทำเงินได้จำนวนกี่ดอล ภายในระยะเวลาที่ใช้คำนวณ

เช่น advertiser มี epc 7 วัน = $50แสดงว่า คนที่ขายสินค้าให้ advertiser นี้ ในรอบ 7 วัน จะได้รับเงินเฉลี่ย $50 ต่อ 100 คลิกadvertiser มี epc 30 วัน = $20

แสดงว่า คนที่ขายสินค้าให้ advertiser นี้ ในรอบ 30 วัน จะได้รับเงินเฉลี่ย $20 ต่อ 100 คลิก

แล้วมันบอกอะไรมันบอกว่า

1.product นี้ ขายได้ epc สูง
2.บริการของเวปนี้ ดี epc สูง
3.product นี้ขายไม่ดี epc ต่ำ

และบอกด้วยว่า

-วันนี้ทะเลาะกับแฟนมา ไม่อยากซื้อของ epc ต่ำ
-เงินไม่พอ เอาไว้ซื้อวันหลัง epc ต่ำ
-วันนี้ได้โบนัส ซื้อของฝากแฟนซักหน่อย epc สูง
-รอเงินเดือนออกก่อน ค่อยซื้อแล้วกัน epc ต่ำ-network down อยากซื้อแต่ซื้อไม่ได้ epc ต่ำ
-น้ำท่วม ไฟดับ epc ต่ำ
-ตอนนี้กำลังบ้าดารา เอาไว้ค่อยซื้อของวันหลังแล้วกัน epc ต่ำ

ทำไมเพื่อนๆลองคิดตามดูน่ะคับepc คือตัวเลขที่มีคนสามารถขายได้แล้วและได้รับเงินแล้วเพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรในการซื้อหรือไม่ซื้อของมันก็จะบอกออกมาในตัวเลข epc อยู่แล้ว ว่าขายได้รึป่าว

ถ้าอย่างงั้น เราจะต้องไปสนใจอะไรกับรายละเอียดของ productดูแค่ epc อย่างเดียว ถ้ามันทำกำไรได้ ก็ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงขายได้

เพื่อนๆเคยเจอป่าวว่า

-เวปแบบนี้อ่ะนะ ขายของดี
-ขายได้ยังไง มันไม่เห็นจะดีเลย
-เวปนี้ดูดีจัง ไม่อยากเชื่อว่าจะขายไม่ดี

อย่าทำตัวเป็นผู้นำตลาด ทั้งๆที่ตัวเองมีคุณสมบัติไม่พอที่จะเป็นผู้นำตลาด

ให้คนอื่นเสี่ยงไปก่อน แล้วเราค่อยตาม

อีกอย่าง ถ้าเรามัวแต่ยึดติดกับความคิดตัวเอง

"เราต้องรู้เรื่อง product แล้วถึงจะขาย product นั้น"

มันจะทำให้ตัวเราเองนั่นแหละ ที่เป็นคนปิดกั้นตัวเอง

มันเป็นการปิดกั้นความคิดของเรา ปิดกั้นโอกาสของเราเองด้วยเหตุผลที่ว่า

"ถ้าไม่รู้รายละเอียดของ product แล้วเราจะไม่ขาย product นั้น"

page reference

............................................

อ่านตอนต่อไปได้เลยครับ

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 18, 2007