แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีประหยัดไฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีประหยัดไฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2550

re-tell-6 : “ความรู้” ที่ท่านอาจจะ “ยังไม่รู้” โดยท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ

........................................................................

“ความรู้” ที่ท่านอาจจะ “ยังไม่รู้” โดยท่านอาจารย์ ว.วชิรเมธี

1. รู้รอบตัวมากมาย แต่ ไม่รู้ดีชั่ว ก็เสื่อม

2. รู้ เว้นงู/เว้นเสือ/เว้นมีด-ปืน แต่ไม่เว้นอบายมุขก็เสื่อม

3. รู้ภาษาต่างประเทศแต่ไม่รู้คุณค่าภาษาไทยก็เสื่อม

4. รู้ตอบคำถาม แต่ไม่รู้ตอบคุณแผ่นดินก็เสื่อม

5. รู้ที่กินที่เที่ยว แต่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูงก็เสื่อม

6. รู้วันเดือนปีเกิด แต่ไม่รู้กาลเทศะก็เสื่อม

7. รู้พยากรณ์อากาศแต่ไม่รู้ว่าชีวิตมีขึ้นมีลงก็เสื่อม

8. รู้จักรวาลวิทยานภากาศแต่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำก็เสื่อม

9. รู้จักคนมากมายหลายวงการแต่ไม่รู้จักตนเองก็เสื่อม

10. รู้จักบริหารคนบริหารงาน แต่ไม่รู้จักวิธีบริหารใจก็เสื่อม

11. รู้วิธีหาเงินมากมายแต่ไม่รู้วิธีบริหารเงินก็เสื่อม

12. รู้จักสร้างตึกนับร้อยชั้น แต่ไม่รู้วิธีฝึกใจให้สูงก็เสื่อม

13. รู้คุณของเงินทอง แต่ไม่รู้คุณพ่อคุณแม่ก็เสื่อม

14. รู้จักโกรธแต่ไม่รู้จักให้อภัยก็เสื่อม

15. รู้กฎกติกามารยาท แต่ไม่รู้กฎแห่งกรรมก็เสื่อม

16. รู้จักสวมนาฬิกาแพงๆ แต่ไม่รู้จักคุณค่าของเวลาก็เสื่อม

17. รู้จักการเข้าสังคมแต่ไม่รู้จักการเข้าหาสังฆะก็เสื่อม

18. รู้เรียนเอาปริญญาสูงๆแต่ไม่รู้จักยกพฤติกรรมให้สูงก็เสื่อม

19. รู้ที่จะมีลูก แต่ไม่รู้จักเลี้ยงลูกก็เสื่อม

20. รู้ที่จะรักแต่ไม่รู้จักรับผิดชอบก็เสื่อม

21. รู้ที่จะดูแต่ไม่รู้จักเห็นก็เสื่อม

22. รู้ที่จะนับถือแต่ไม่รู้ว่าจะนับถืออย่างไรก็เสื่อม

23. รู้ที่จะพูด แต่ไม่รู้จักศิลปะการพูดก็เสื่อม

24. รู้จักที่จะสวมหัวโขน แต่ไม่รู้ที่จะถอดก็เสื่อม

25. รู้ว่าวันหนึ่งจะต้องตาย แต่ไม่รู้วิธีเตรียมตัวตายก็เสื่อม

page reference

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล





re-tell-5 : 9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์

re-tell-5 : 9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ

........................................................................

รายการจับเข่าคุย กับคุณวนิษา เรซ น่าสนใจมาก

อัจฉริยะสามารถสร้างได้ และแนวคิดเกี่ยวกับการศึกษาไทย สุดท้ายที่ได้จากการดูรายการคือการคิดบวก ความสร้างสุขทุกๆวัน เลยเสริชข้อมูลมาแบ่งกัน..." 9 เทคนิค ฝึกสมองไบรท์ " โดย วนิษา เรซ ผู้วชาญด้านอัจฉริยภาพจาก ม.ฮาร์วาร์ด ผู้หญิงสมัยนี้ อยากสวย ฉลาด และสุขภาพดี ทุกคนจึงพากันดูแลรูปร่าง ด้วยการออกกำลังกาย เคร่งครัดเรื่องอาหารการกิน แต่ไม่เคยมีใครสนใจว่าจะดูแลสมองอย่างไรให้มีสุขภาพดี ทั้งที่สมองเป็นอวัยวะที่ตัดสินใจทุกเรื่องของชีวิต เราจึงควรเอกเซอร์ไซส์สมองให้ไบรท์ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ต่อไปนี้

1. จิบน้ำบ่อย ๆ สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เห่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมอง เห่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 %

การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม

page reference

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล





วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550

re-tell-4 : D-Day ของ ซากุระห้ากลีบ

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ


........................................................................

D-Day


6 Aug 1945 8.15 am Atomic bomb (uranium isotope U-235)เมื่อหกสิบสองปีก่อน ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง วันนี้เป็นวันที่สหรัฐอเมริกาและกลุ่มสัมพันธมิตร ได้วางแผนลับสุดยอด กำหนดให้เป็นวันปล่อยระเบิดปรมาณูหมายเลข 8655 ลงที่เกาะฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น สามวันต่อมา ระเบิดลงที่นางาซากิ แต่ในแผนลับที่ได้ถูกเปิดเผยนั้น มีแผนการทิ้งระเบิดลงที่ นีกะตะ (ใกล้ๆโตยาม่า) ด้วย เมื่อวานเปิดทีวีดูเห็นรายการรำลึกเหตุการณ์ ทางช่องเอ็นเอ็ชเค เลยนั่งดูจนจบรายการ ถามว่าดูแล้วรู้สึกอย่างไร ก็ตอบว่ารู้สึกหดหู่ ไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ถามว่าสงสารคนญี่ปุ่นไหม ก็ตอบว่า สาสมกันกับที่เค้าไปทำประเทศอื่นๆไว้ ไม่ว่าจะเป็นเกาหลี จีน ซึ่งเมื่อเทียบระยะเวลาของความทารุณที่เกิดขึ้น มันเทียบกันไม่ได้เลย (ไม่ใช่อกตัญญูไม่รู้คุณ ทุนที่เค้าให้มาเรียนนะ เหอะๆๆ) ประเทศเหล่านั้นโดนญี่ปปุ่นเข้าไปข่มเหง ย่ำยีจนไม่เหลือความเป็นประเทศอยู่เลยนานนับแรมปี จากที่เคยอ่านๆ มา ตั้งแต่เริ่มสงครามปี 1936 ก็ประมาณเกือบสิบปีได้ คนตายไปนับล้านๆ คน แต่ญี่ปุ่นโดนแค่วันเดียว แต่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว และผลที่เกิดขึ้นมันรุนแรงมากทำให้เหตุการณ์นี้เป็นที่จดจำของชาวอาทิตย์อุทัยไม่ลืมเลือน ประกอบกับคนที่ประสบอยู่ในช่วงเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนหนึ่งยังมีชีวิตและคอยบอกเล่าเรื่องราวความโหดร้ายต่อไปยังรุ่นต่อๆมา



ที่ฮิโรชิมามีซากอาคารปรักหักพังอยู่แห่งหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นอาคารของทางการสมัยนั้น เพราะดูใหญ่โต ภูมิฐาน ด้วยสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย โอ่อ่า แปลกไปจากโครงสร้างอาคารบ้านเรือนทั่วไปของสมัยนั้น ซากอาคารนี้ถูกทิ้งไว้แบบนั้น อยู่ท่ามกลางใจกลางเมือง สร้างสวนสาธารณะโอบล้อมไว้ ริมแม่น้ำ วัตถุประสงค์เพื่อจัดให้เป็นเหมือนอนุสรณ์สถานแห่งความขมขื่นเพื่อระลึกและเตือนใจถึงความโหดร้ายของเหตุการณ์วันนี้เมื่อหกสิบปีก่อน รายการเมื่อคืนนี้ได้ใช้สถานที่นี้เป็นสถานที่ถ่ายทำและดำเนินรายการตลอดจนจบ มีละครจำลองเหตุการณ์ต่างๆ สลับฉากกับการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุที่อยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว การเล่าประสบการณ์ในวันนั้น และสลับฉากกับการดำเนินรายการของสองพิธีกรต่างวัย วัยรุ่นสาวสวย และพิธีกรภูมิฐานมากประสบการณ์ด้วยวัยวุฒิ เข้าใจว่าพิธีกรสาวท่านนั้นมีภูมิลำเนามาจากเมืองฮิโรชิมาเช่นกัน เพราะมีการเสนอเบื้องหลังการกลับไปเยี่ยมบ้านและสัมภาษณ์มารดาของเธอด้วย อยากชมว่ารายการดำเนินไปได้ดีมาก แม้จะเป็นรายการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่รู้สึกว่าสองสาม ชม. ที่นั่งดู ไม่รู้สึกเบื่อเลยแถมไม่อยากลุกไปทำอะไรเสียด้วยซ้ำไป เนื่องจากกลัวพลาดช่วงสำคัญ ....แม้จะมีปัจจัยเรื่องภาษาในการชม แต่ไม่ทำให้รู้สึกว่าชมรายการไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย อยากขอบคุณอาจารย์ที่เคยสอนวิชาประวัติศาสตร์สมัย ม.ต้นและ ม.ปลาย ถ้าเอารายการนี้ไปให้เด็กๆ ดูแทนการนั่งอ่านนั่งท่อง คงจะดีไม่น้อย ในรายการช่วงที่ประทับใจที่สุดอีกช่วงคงเป็นละครจำลองเหตุการณ์วันดีเดย์นั้นทำได้กินใจมาก อยากให้เอาละครเรื่องนี้ไปฉายให้ชาวโลกดู (มันเหมือนนั่งดูหนังเรื่องไอดีโฟร์ เพียงแต่มันรู้สึกคล้อยตามมากกว่า เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงปนโลก) ทั้งโลกจะได้ขยาดกับสงคราม และไม่เข่นฆ่ากันเองอีก (ที่เครื่องบินชนตึกเวิร์ลเทรด หรือเหตุการณ์ภาคใต้บ้านเรา อยากเตือนใจให้พวกเค้ารู้ว่า น้ำผึ้งหยดเดียวก็ทำให้เกิดปัญหาใหญ่ๆ มามากแล้ว ยกตัวอย่างก็การเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั่นประไร)


ละครที่ฉาย จำลองสถานการณ์ของผู้ที่ยังมีชีวิตหลายๆคนที่ได้ประสบกับเหตุการณ์วันนั้นโดยตรง ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานธนาคารหญิงสองคน หมอ แม่บ้านที่ต้องเสียลูกสาวสองคนไปในเหตุการณ์ เด็กนักเรียนชายแสนซนคนหนึ่ง พนักงานขับรถรางหญิง จะว่าไปคนมาเล่าเรื่องตอนนี้แก่ตัวลงไปมาก แต่บางคนยังคงเค้าความสวยอยู่ แต่เราไม่ยักกะเห็นร่องรอยของเหตุการณ์บนร่างกายของเค้าเลย ความรุนแรงของระเบิดก็คงเคยดูๆ กันมาบ้าง คนที่อยู่ใกล้จุดที่ระเบิดหน่อยก็แบบว่าจะหายไปเลยไม่เห็นซาก ซึ่งรายการนี้ก็ได้ทำเป็นภาพให้ดู (คิดเอาเองว่าคงไปถ่ายทำจริงๆ เองคงไม่ได้) คือว่า มีภาพคนกำลังนั่งอยู่อีกแป๊บก็เป็นหายไปเหลือเพียงแค่ร่องรอยที่พื้นทิ้งไว้ให้รู้ว่าเคยมีการนั่งมาก่อนเมื่อหนึ่งวินาทีที่ผ่านมา คนที่รอดชีวิตได้(คงเป็นคนที่อยู่นอกวิถีระเบิด) ได้เล่าเรื่องการระเบิด ต่างเล่าว่าเห็นแสงสว่างมากจนแสบตาวูบใหญ่จนต้องก้มและเอามือปิดตา ไอร้อนผ่าวจนทนไม่ไหวมาปะทะร่างกาย สิ่งแวดล้อมทุกอย่างร้อนไปหมด จากนั้นก็รู้สึกถึงแรงสะเทือนอย่างมากตามมา ทำให้บ้านเรือนพังทลาย ล้มทับผู้คนที่อยู่นอกวิถีระเบิด



หลังจากการระเบิดที่ได้ทำลายทุกอย่างในวิถีระเบิดพังพินาศ ราบพนาสูญ กลายเป็นกองขี้เถ้าสีดำ อาคารบ้านเรือนหายไปหมด พื้นที่ที่อยู่นอกวิถีระเบิด (หนึ่งถึงสอง กม.) ก็ได้ยินเสียงร้องระงม ซากปรักหักพัง ไฟไหม้ ควันไฟ ในรายการได้สลับภาพวาดที่คนได้อยู่ในเหตุการณ์วาดบรรยายบรรยากาศขณะนั้นเอาไว้ เป็นภาพคนเป็นร้อยเป็นพันนอนกองกันเป็นแพ ตะเกียกตะกายดิ้นรนขอควมช่วยเหลือ เสียงขอน้ำดื่ม เสียงร้องเจ็บปวด และร้อน ประกอบในการเสนอภาพที่วาดด้วยสีขาวดำ ทำให้เห็นบรรยากาศได้ชัดขึ้น ว่ามันคงไหม้เกรียมไปทุกอย่าง ทุกอณู จริงๆฝุ่นควัน หมอก ตลบอบอวล ด้วยกลิ่นซากศพไหม้ แม่ตัวดำเกรียมที่นอนคร่อมลูกน้อยเอาไว้อย่างหวงแหน ภาพเด็กร้องจ้า ตัวดำเขรอะ แม่ให้นมลูกทั้งที่ตัวยังมีบาดแผลโดนไฟไหม้ เลือดเต็มตัว มีเหตุการณ์ซ้ำเติมความขมขื่นอีกระลอกคือไม่นานหลังการระเบิดก็มีฝนตก แม้จะลดความร้อนลงได้ แต่ลองนึกภาพนะเอาเองนะว่า ฝนที่ตกเป็นฝนสีดำ kuroi ame ผู้คนที่กำลังถูกไฟลวกแล้วโดนน้ำตกใส่ คนที่กำลังหิวกระหายร้องขอน้ำ วิ่งเอาแก้วภาชนะมารองน้ำดื่ม แต่น้ำฝนที่ตกมาเป็นสีดำสนิท ดื่มไม่ได้เลย นึกภาพแล้วให้เวทนา (เข้าใจเอาเองตามหลักวิทยาศาสตร์นะคะ ว่าอากาศที่ร้อนจัดหลังโดนระเบิด ขึ้นไปปะทะความเย็นในชั้นบรรยากาศ เลยกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ แต่เมื่อตกลงมา เจอฝุ่นควัน สกปรกในอากาศเข้าเลยกลายเป็น ฝนดำ) ดูแล้วสลด....



ละครได้จำลองเหตุการณ์หลังระเบิดของชาวบ้านคนหนึ่ง โดนแรงระเบิดบ้านพังลงมาเลย ทับคนทั้งครอบครัว (บ้านญี่ปุ่นสมัยก่อน ประกอบด้วยไม้เป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ยึดติดกันแน่น เพียงใช้สลักไม้ เพื่อให้เกิดความพลิ้วเมื่อเกิดแผ่นดินไหว แต่มันจะพังลงมาง่ายมากถ้าได้รับแรงสะเทือนมากๆ) เธอและสามี ดิ้นรนจนออกมานอกกองปรักหักพังของบ้านได้ แต่ที่ทำให้เธอรู้สึกเสียใจมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเธอไม่สามารถช่วยลูกๆ ของเธอออกมาได้ เธอได้ยินลูกร้องว่า ร้อน เจ็บมาก พ่อจ๋า แม่จ๋า ช่วยด้วย เสียงร้องไห้จ้า แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นั่งฟังลูกร้องจนเงียบสียงไป เพราะเธอและสามีบาดเจ็บ ไม่มีแรงจะยกซากพวกนั้นเพียงลำพัง เธอได้ไปไหว้ซากอนุสรณ์สถานแห่งนี้ทุกปี ร้องไห้ขอโทษลูกๆๆของเธอ ปีนี้ก็เช่นกัน สามีของเธอได้เสียชีวิตไปเมื่อห้าปีที่แล้ว ...สลดอีกแล้ว


วันนี้ก็บันทึกด้วยความสลด อาลัยให้ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกทุกท่าน ก็แล้วกันนะ....

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 2, 2007


























re-tell-3 : กับแกล้มรัฐธรรมนูญ.... ติวเข้มก่อนลงมติ รับ/ไม่รับ

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ

........................................................................



พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า ฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย ในท่ามกลางมหาสมาคม แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบรัฐธรรมนูญให้แก่พระยามโนปกรณ์ ฯ



อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นรูปรัฐธรรมนูญไทย ประดิษฐานบนพานแว่นฟ้า สร้างด้วยทองแดง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475รัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรไทย เป็นกฎหมายสูงสุดในการจัดการปกครองประเทศไทย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2475 จนถึงปี พ.ศ. 2549 ราชอาณาจักรไทย มี รัฐธรรมนูญ 17 ฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2549

ทางรัฐบาลได้กำหนดวันรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรในวันที่ 10 ธันวาคม 2475

ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม

ในวันพระราชพิธีรับพระราชทานรัฐธรรมนูญ ได้จัดเป็นงานมโหฬาร ข้าราชการทั้งในและนอกราชการ ตลอดจนทูตานุทูต ได้เข้าเฝ้าประจำตำแหน่งอย่างครบครัน สำหรับข้าราชการพลเรือน ได้ยกเลิกยศอำมาตย์ ดังนั้นเครื่องแบบที่เคยแต่งอย่างสง่างาม จึงเปลี่ยนมาเป็นเครื่องแบบชุดขาวติดแผงที่คอ เมื่อได้ฤกษ์ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรี ก็ได้นำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย

งานฉลองรัฐธรรมนูญครั้งแรก


งานพระราชพิธีฉลองรัฐธรรมนูญ ได้มีการหยุดราชการ 3 วัน และจัดให้มีงานมหรสพที่ท้องสนามหลวง และสวนลุมพินี มีการประดับโคมไฟกันทั่วไปในพระนคร ตลอดจนต่างจังหวัดด้วย


ในโอกาสนี้ได้ประพันธ์บทเพลงชาติขึ้น โดยความริเริ่มของนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นการกระตุ้นเตือนให้คนไทย สำนึกในชาติกำเนิดของตน


ในงานฉลองรัฐธรรมนูญได้มีเรื่องที่เนื่องมาจากการปกครองแบบใหม่อยู่หลายเรื่องด้วยกันคือ นักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญ ได้หยุดเรียนมาชุมนุมประท้วงระเบียบการของโรงเรียน จีนลากรถรับจ้างสไตร๊คหยุดงานประท้วงนายจ้างที่เอาเปรียบ และไม่ปรับปรุงรถให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ ลูกศิษย์วัดบางแห่งถือหลักสิทธิเสมอภาคกันไม่หุงข้าวให้พระฉัน และมีเรื่องขบขันเกิดขึ้นในบางจังหวัด เมื่อมีการฉลองรัฐธรรมนูญกันมโหฬาร ก็เข้าใจว่าเป็นการสมโภชบุตรชายคนใหม่ของพระยาพหล เป็นต้น




รัฐธรรมนูญ ฉบับแรกของไทย มีชื่อว่า “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475” ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับอื่นตามลำดับคือพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน
สยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521

ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550-รอลงมติ วันที่ 19 สิงหาคม 50

ประเทศที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะใช้ระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือระบบประธานาธิบดีจะประสบผลสำเร็จนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญ ความมั่นคง ประชาชนมีความผาสุกนั้น มีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน ส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการปกครองที่ถูกต้อง ส่วนที่สอง ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่เข้ามาอยู่ในระบบ มีตำแหน่งหน้าที่ หากทำงานอย่างเต็มความสามารถโดยสุจริต ก็จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ หากทำงานโดยทุจริต ทรยศต่อหน้าที่ประชาชน ก็จะทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย และส่วนที่สามคือ ประชาชนในชาติต้องรู้ระบบการปกครองของประเทศ จึงจะสามารถใช้สิทธิหน้าที่ของประชาชนตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องทั้งไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติ เราจึงควรศึกษาจากประเทศอังกฤษและญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศชั้นนำของโลกก็ล้วนแต่ปกครองโดยระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

และทุกคนที่เป็นคนไทยควรมีจิตสำนึกว่า เราควรจะตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน โดยการยกย่องคนดีแทนการยกย่องคนมีเงิน มีอำนาจ แต่ไม่ดีกันแล้วหรือยังเลิกกราบไหว้ คบค้าสมาคมกับคนไม่ดี โดยไม่เกรงกลัวอิทธิพล ไม่หวั่นต่ออันตราย สังคมควรจะพร้อมใจกันลงโทษคนจำพวกนี้ และยกย่องส่งเสริมคนดีให้มีกำลังใจ ให้เป็นตัวอย่างแก่ลูกหลานเราต่อไป

ดังนั้น ในวันแสดงมติ วันที่19 สิงหาคม 2550 นี้ อย่างน้อยผู้ที่จะไปแสดงมติ ก็น่าจะมีข้อมูลเบื้องตันเกี่ยวกับสิ่งที่เราจะไปแสดงมมติ เพื่อให้เส้นทางประชาธิปไตยของประเทศเรา ไม่ต้อง วนเวียนอยู่กับวังวนแห่งการเข้ามาสู่อำนาจการแทรกแซงและครอบงำผ่านร่างรัฐธรรมนูญ แม้ยังไม่เห็นในวันนี้ อย่างน้อยเราก็ยังตื่นตัวกับความหวังเพื่อให้ลูกหลานได้เข้าใจระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตย ตลอดเส้นทางที่กระท่อนกระแท่น ตั้งแต่เริ่มต้น จนถึงรุ่นของเขา

จากประเด็นดีเบตที่ผ่านมาพอสรุปเพื่อประกอบการใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกลงมติดังนี้

อ.จรัล “ที่มา แนวคิด และข้อดีของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550”

รัฐธรรมนูญปี 2550 มาจากขบวนการปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนของของปี 2540 มาจากขบวนการประชาธิปไตย, กก.ส.สร.ไม่ได้ ทำตามคำบงการของใคร มาจากการเข้าหาประชาชน มีกระบวนการเข้าหาประชาชน ส.สร.35 คนมีการวางกรอบ และฟังเสียงประชาชนก่อน ทำยกร่างแรกให้ประชาชนพิจารณา มีทั้งเสียงสนับสนุน-คัดค้าน นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

เอารัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นฐาน คงจุดเด่นไว้และปรับปรุงแก้ไขจุดด้อย

รัฐธรรมนูญปี 2540 เปิดช่องทางให้การสรรหาองค์กรอิสระถูกแทรกแซงโดยฝ่ายการเมืองเสียงข้างมากและเกิดวิกฤติทางการเมือง

รัฐธรรมนูญปี 2540 ขาดในเรื่องจริยธรรม และคุณธรรมทางการเมือง (มีมาตราเดียว คือมาตรา 77 และไม่มีการดำเนินการ) เพิ่มองค์กรตุลาการ

โดยตัดฝ่ายการเมืองเลือกองค์กรอิสระเพื่อความเป็นกลาง “ให้มองเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ มากกว่ามองว่าใครเป็นคนร่าง”

อ.นิธิ

รัฐธรรมนูญ 2550 ประชาชนชั้นล่างเข้าไม่ถึง ระบบตัวแทนมีปัญหาเนื่องจากเขตเลือกตั้งใหญ่ ยกอำนาจ การสรรหาองค์อิสระขึ้นอยู่กับตุลาการภิวัฒน์

สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเพียงกฎหมาย ไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ มีกฎหมายเป็น พ.ร.บ.4 ฉบับ ที่ครองงำรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงภายใน

ข้อสังเกต รัฐธรรมนูญปี 2550 เพิ่มหมวดจริยธรรม ส.ส.,ส.ว.ต้องแจงบัญชีทรัพย์สิน ห้ามญาติของ ส.ส.มาเป็น ส.ว.ยกระดับวุฒิสภา

การเพิ่มอำนาจประชาชน ประชาชนสามารถเสนอกฎหมาย ทำงานร่วมกับนักการเมือง “ผู้ที่เสนอกฎหมายสามารถเข้าไปชี้แจง ในสภาได้” คณะกรรมาธิการ หนึ่งในสาม ต้องมาจากภาคประชาชน

รัฐธรรมนูญปี 2550 ให้มีสภาเกษตรกร การคุ้มครองผู้บริโภคต้องเกิดขึ้นภายในหนึ่งปี และปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีตรงนี้

มาตรา 309 เจ้าปัญหา

นายจาตุรนต์ แกนนำไทยรักไทย

“รัฐธรรมนูญที่มาจากการรัฐประหาร ย่อมไม่เป็นประชาธิปไตย” รัฐธรรมนูญปี 2550 สร้างเสริมความมั่นคงของอมาตยาธิปไตย

ไม่รับ เพราะ ไม่ได้มาจากประชาธิปไตย มาจากผู้มีอำนาจ คมช.เป็นหลัก

อ.สมคิด ส.สร.จึงเสนอ “ประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย”

หลักการในการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องมีความเป็นประชาธิปไตย และต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ.2549

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ คมช.ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการร่าง มาตรา 309 ไม่ได้นิรโทษกรรม คมช.แต่มุ่งอุดช่องว่างทางกฎหมาย

“ประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชน”
ขอบคุณครับ
mobile : 089-3263248
update : Aug 2, 2007

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2550

re-tell-2 : 10 วิธีประหยัดค่าแอร์ (ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าไปด้วย)

re-tell-2 : 10 วิธีประหยัดค่าแอร์ (ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าไปด้วย)

สวัสดีครับ ทุกคน หลังจากที่ผมได้เริ่มเขียน Blog ได้ไม่นาน ก็พบว่ามีบทความที่น่าสนใจมากมาย จึงอยากนำมาฝากเพื่อนๆ ซึ่งจะต่างกับการแนะนำ เว็บไซต์ หรือเว็บบล๊อกดีๆ ใน Web Blog Guide Station นะครับ เพราะเป็นการนำเฉพาะบทความ หรือบางส่วนของเว็บไซต์มาเท่านั้น และผมจะอ้างถึง หน้าเว็บเพจ นั้นๆ ที่ท้ายบทความในส่วน page reference ครับ

........................................................................


วิธีต่อไปนี้ จะช่วยเราประหยัดพลังงานและพลังเงินของเราโดยไม่ต้องลงทุน หลายวิธีที่จะกล่าวถึงนี้ อาจเป็นวิธีง่ายๆ ที่เราคิดไม่ถึงหรือเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ถ้าเราพร้อมใจกันปฏิบัติอย่างถูกต้อง จะช่วยประหยัดพลังงานและค่าไฟได้อย่างไม่น่าเชื่อ

1. ปิดพัดลมระบายอากาศเมื่อไม่จำเป็น

ในห้องปรับอากาศมักติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้สำหรับระบายอากาศออกจากห้องปรับอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้องที่มีกลิ่นหรือควันจากการสูบบุหรี่ เมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้อง เพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป อากาศจากภายนอกที่ไหลเข้ามาแทนที่นี้ ทำให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงจนเท่ากับอากาศภายในห้อง

พัดลมระบายอากาศนี้มีความจำเป็น หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานมาก หรือมีกลิ่นจากเอกสาร, อาหาร หรือควันบุหรี่ แต่หากเป็นห้องที่มีคนใช้งานไม่มาก และไม่มีกลิ่นรบกวน ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยธรรมชาติจะมีอากาศรั่วซึมผ่านทางกรอบประตูหน้าต่างอยู่ในปริมาณหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งเพียงพอสำหรับใช้ในการหายใจ

นอกจากนี้ หากเป็นห้องประชุม ในขณะที่เปิดเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้อากาศเย็นก่อนจะมีคนเข้าใช้ห้อง ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ ให้รอจนมีคนเข้าใช้ห้องประชุมเป็นจำนวนมากก่อน จึงเปิดพัดลมระบายอากาศก็ได้

2. ตั้งปิดจอคอมพิวเตอร์ เมื่อไม่ใช้งาน

ในสำนักงานสมัยใหม่ มีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์กันมากขึ้น ความร้อนจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นภาระมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับเครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหนึ่งเครื่อง จะปล่อยความร้อนออกมาโดยประมาณ 250 วัตต์ โดยส่วนใหญ่จะเป็นความร้อนจากจอมอนิเตอร์ประมาณ 180-200 วัตต์

โดยปกติแล้ว เครื่องคอมพิวเตอร์จะไม่ได้ถูกใช้งานตลอดเวลา ดังนั้นผู้ผลิตโปรแกรม จึงมีส่วนที่ให้ผู้ใช้สามารถตั้งโปรแกรมให้จอมอนิเตอร์ปิดโดยอัตโนมัติ เมื่อไม่ได้สัมผัสคีย์บอร์ด หรือเมาส์ในระยะเวลาหนึ่ง

3.ตั้งอุณหภูมิ 28C แล้วเปิดพัดลมเสริม

ความเย็นสบาย หรือความสบายเชิงความร้อน (Thermal Comfort) เกิดขึ้นได้จากการมีปัจจัยหลัก 3 ประการที่สมดุลกัน คือ
1. อุณหภูมิ
2. ความชื้นสัมพัทธ์
3. ความเร็วลม

หากต้องการระดับความสบายเท่าเดิม เมื่อปัจจัยหนึ่งเปลี่ยนก็สามารถเปลี่ยนปัจจัยอื่นเป็นการทดแทนได้ การตั้งอุณหภูมิในห้องสูงขึ้น จะประหยัดพลังงานได้ โดยปกติแล้วก็จะตั้งได้สูงสุดประมาณ 25-26 C มิฉะนั้นจะร้อนเกินไป แต่ถ้าเราเปิดพัดลมช่วยเพิ่มความเร็วลมในห้อง เราจะสามารถตั้งอุณหภูมิได้สูงถึง 28-30 C โดยยังเย็นสบายเหมือนเดิม (มีระดับความสบายเชิงความร้อนเท่ากัน) โดยจะช่วยประหยัดพลังงานได้มาก

4. นำตู้มาตั้งชิดผนังด้านตะวันออกหรือตะวันตก

ผนังด้านที่มีความร้อนเข้ามามากทีสุดคือ ด้านตะวันออก และตะวันตก นอกจากความร้อนที่ผ่านผนังเข้ามาแล้ว เวลาที่แสงอาทิตย์ส่องถูกผนัง จะทำให้ผนังมีอุณหภูมิร้อนขึ้นมาก และจะแผ่รังสีความร้อนมาสู่ตัวคน ซึ่งจะทำให้คนรู้สึกร้อนขึ้น แม้อุณหภูมิในห้องจะเท่าเดิม ในห้องที่มีสภาพนี้จะต้องตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ประมาณ 21-22 C จึงจะรู้สึกเย็นสบาย แต่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น

การนำตู้ไปตั้งชิดผนัง จะช่วยป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ในห้องที่ผนังห้องไม่ร้อน การตั้งอุณหภูมิที่ 25 C ก็จะเย็นสบายเพียงพอ นอกจากป้องกันการแผ่รังสีความร้อนจากผนังแล้ว การมีตู้ตั้งชิดผนัง ยังเสมือนว่ามีผนังหนาขึ้น จึงเป็นการช่วยลดความร้อนที่ผ่านผนังเข้ามาได้ด้วย

5. ปิดแอร์เมื่อไม่ใช้ และอย่าเปิดประตูหน้าต่างทิ้งไว้ในขณะปิดแอร์

ระบบปรับอากาศ (แบบน้ำเย็น) ใช้พลังงานประมาณ 1 หน่วยต่อตันต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่นเครื่องปรับอากาศขนาด 5 ตัน เปิดใช้งาน 4 ชั่วโมง จะใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1 x 5 x 4 = 20 หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 20 x 3 = 60 บาท (ค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 3 บาทต่อหน่วย) ในอาคารทั่วไปๆ ค่าไฟฟ้าที่จ่ายไปกว่าครึ่งหนึ่งเป็นค่าไฟของระบบปรับอากาศ

การปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่ใช้ห้องปรับอากาศจะสามารถช่วยประหยัดพลังงานได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ในขณะที่ปิดเครื่องปรับอากาศนั้น จะต้องไม่เปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้ มิฉะนั้นความร้อนและความชื้นจากภายนอกจะเข้าไปในห้องปรับอากาศและจะสะสมอยู่ที่ พื้น, ผนัง, เฟอร์นิเจอร์, พรม, กระดาษ, ผ้าม่าน ฯลฯ เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศครั้งต่อไปเครื่องปรับอากาศก็จะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อดึงเอาความร้อนและความชื้นนี้ออกไป ซึ่งจะเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศอย่างต่อเนื่องเสียอีก

6. ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกนอกห้องปรับอากาศ

อุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดจะปล่อยความร้อนออกมา เท่ากับพลังงานไฟฟ้าที่อุปกรณ์นั้นใช้ ดังนั้น ภาระส่วนหนึ่งที่สำคัญของเครื่องปรับอากาศจึงเกิดจากอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ภายในห้องปรับอากาศ หากเราสามารถลดเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในห้องปรับอากาศโดยการย้ายออกไปตั้งไว้นอกห้องปรับอากาศได้ก็จะเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้

ตัวอย่างอุปกรณ์ที่มักมีอยู่ในห้องปรับอากาศแต่สามารถย้ายออกไปได้ เช่น

1. ตู้เย็น
2. ตู้ทำน้ำเย็น
3. เครื่องถ่ายเอกสาร
4. หม้อต้มน้ำร้อน หรือเครื่องชงกาแฟ
5. ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ
6. หม้อหุ้งข้าวไฟฟ้า
7. ฯลฯ

7. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็น

เครื่องใช้ไฟฟ้าและหลอดไฟฟ้าแสงสว่าง จะปล่อยความร้อนเข้าสู่ห้องปรับอากาศ เท่ากับพลังงานที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและหลอดไฟใช้ และความร้อนนั้นก็จะกลายเป็นภาระของเครื่องปรับอากาศ และต้องเสียพลังงานในการนำความร้อนนี้ทิ้งออกไปข้างนอกอีก

จะเห็นได้ว่า การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือไฟฟ้าแสงสว่าง ในห้องปรับอากาศจะเป็นการเสียค่าไฟสองต่อ คือ- เสียค่าไฟที่อุปกรณ์หรือหลอดไฟใช้- เสียค่าไฟที่เครื่องปรับอากาศเพื่อนำความร้อนออกไปทิ้งนอกห้อง

ดังนั้น การปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าและไฟแสงสว่างที่ไม่จำเป็นในห้องปรับอากาศจึงเป็นการประหยัดสองต่อ คือ ประหยัดที่ตัวอุปกรณ์และประหยัดที่เครื่องปรับอากาศ

8. งดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ

เมื่อมีการสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศก็จะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศ เพื่อระบายควันและกลิ่นออกจากห้อง การระบายอากาศส่วนหนึ่งออกจากห้อง ก็จะทำให้มีอากาศจากภายนอกใหลเข้ามาในห้องทดแทนซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น หากงดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมระบายอากาศหรือเปิดเพียงช่วงสั้นๆ ก็เพียงพอซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานได้

นอกจากนี้ การงดสูบบุหรี่ในห้องปรับอากาศ ยังลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ จึงทำให้มีฝุ่นละอองไปจับที่คอยล์น้อยเครื่องปรับอากาศ จึงมีประสิทธิภาพสูงอยู่เสมอ และช่วยยืดระยะเวลาการบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศไปได้

9. ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท

หากปิดประตูหรือหน้าต่างไม่สนิท จะทำให้มีอากาศร้อนชื้นจากภายนอกรั่วใหลเข้าไปในห้องได้ซึ่งจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น และสิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้น มาตรการนี้ดูจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าจะต้องกล่าวถึงอีกแต่กลับเป็นปัญหาที่พบบ่อย และละเลยกันมากที่สุด

นอกจากการปิดประตูหน้าต่างไม่สนิทรอยรั่วรอบๆ กรอบประตูและหน้าต่างก็เป็นปัญหาที่พบบ่อยๆ หากพบว่ามีรอยแยกและมีลมรั่วจากภายนอกเข้ามา ก็ควรดำเนินการแก้ไข เพื่อช่วยกันประหยัดพลังงาน

10. ปิดผ้าม่าน

การปิดผ้าม่าน จะช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากภายนอกเข้ามาสู่ตัวคนโดยตรงได้ และยังช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากผิวกระจกมาสู่ตัวคนด้วย ซึ่งทำให้ไม่ต้องตั้งอุณหภูมิต่ำกว่าปกติเพื่อชดเชยการแผ่รังสีความร้อนจึงช่วยประหยัดพลังงานได้

นอกจากลดการแผ่รังสีความร้อนมาสู่ตัวคนแล้ว ผ้าม่านยังช่วยสะท้อนความร้อนกลับออกไปภายนอกได้ด้วย (ถึงแม้ว่าจะไม่มากนัก) จึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานได้อีกทางหนึ่ง

การที่ทราบว่าการออกกำลังการเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพแต่ไม่ปฏิบัตินั้นย่อมไม่ทำให้เกิดสุขภาพดีได้ ฉันใดก็ฉันนั้น การที่ทราบวิธีการประหยัดพลังงานแต่ไม่ปฏิบัติก็ย่อมไม่สามารถช่วยอนุรักษ์พลังงานได้ 11 วิธีประหยัดค่าแอร์โดยไม่ต้องลงทุนนี้ มีประโยชน์อย่างแน่นอน สามารถช่วยอนุรักษ์พลังงานได้ ช่วยให้คนรุ่นต่อไปมีพลังงานเหลือใช้นานขึ้น ช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ช่วยลดมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการผลิตไฟฟ้า ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีไว้ให้ลูกหลานของเรา

เมื่อท่านทราบแล้ว ช่วยกันปฏิบัติด้วยนะครับ
แหล่งที่มาจักรพันธ์ ภวังครัตน์ ;วิศวกรเครื่องกลอาวุโส
page reference

ขอบคุณครับ

ปรีดา ลิ้มนนทกุล
mobile : 089-3263248
email : preeda.limnontakul@gmail.com
update : Aug 2, 2007